RailServe.Com

Main Menu

 
icon_home.gif Homepage
icon_community.gif Members Zone
· ข้อมูลส่วนตัว
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก ข่าวสารส่วนตัว
· บริการเว็บเมล์
· กระดานข่าว
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก กระดานฝากข้อความ
· รถไฟไทยแกลลอรี่
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก รายนามสมาชิก
· แบบสำรวจ
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก สมุดเยี่ยม
· เกี่ยวกับสมาชิก
favoritos.gif News & Stories
· เรื่องทั้งหมด
· เนื้อหาสาระ
· เรื่องสำหรับพิมพ์
· ยอดฮิตติดอันดับ
· ค้นหาข่าวสาร
· ค้นหากระทู้เก่า
nuke.gif Contents
· กำหนดเวลาเดินรถ
· ประเภทขบวนรถโดยสาร
· ข้อมูลเส้นทางรถไฟ
· แผนที่เส้นทางรถไฟ
· อัตราค่าโดยสาร
· คำนวณค่าโดยสารรถไฟ
· รูปแบบการให้บริการรถไฟ
· หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
· ทริปท่องเที่ยวโดยรถไฟ
· ระบบติดตามขบวนรถ
som_downloads.gif Services
· Downloads
· GoogleSearch
· Hotels Booking
· FlashGames
· Wallpaper 1
· Wallpaper 2
· Wallpaper 3
· Wallpaper 4
icon_members.gif Information
· เกี่ยวกับเรา
· นโยบายความเป็นส่วนตัว
· แผนผังเว็บไซต์ฯ
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก ส่งข้อแนะนำติชม
· ติดต่อลงโฆษณา
· แนะนำและบอกต่อ
· สถิติทั้งหมด
· สำหรับผู้ดูแลระบบ
 

Sponsors

 

Ads Service

 

Link Exchange

 



PHPNuke

Thainuke.Org

Thai Forum Mods

ThaiFlight Simulator

F0nt Dot Com

ห้องพักดอทคอม

Punnpreeda Pool Villa, Samui

ดีเจทอมเวบไซท์ เรื่องราวในแวดวงดีเจวิทยุ

IT Thai.com

ThaiNN (Thai Nation Network) Community - สังคมแห่งมิตรภาพที่แสนอบอุ่น

สอน Dream, flash, photoshop, ซ่อมคอมพิวเตอร์, ติดตั้งโปรแกรม, ใช้งานโปรแกรม

Bluetrain Shop

boutique hotel in pattaya, pattaya hotel, Tim Boutique hotel, ที่พักพัทยา, โรงแรมในพัทยา

CyberPlaza2home

Thailand

Nature Explorer

Bus Thai to You

Railway Trip


.:Link to Us:.

Rotfaithai.Com!

Link Code

.:Settings:.

Set to your default home page!
Link Exchange

web uptime monitor service
Valid robots.txt

 

Web Links

 
เว็บไซต์หน่วยงานรถไฟ

กระทรวงคมนาคม
ส.นโยบายและแผนฯ (สนข.)
การรถไฟแห่งประเทศไทย
Thai Rail Tech (NSTDA)
รถไฟฟ้า Airport Rail Link
ฝ่ายการช่างกล การรถไฟฯ
ฝ่ายการช่างโยธา การรถไฟฯ
ฝ่ายการเดินรถ การรถไฟฯ
กองแผนงานลากเลื่อน
กองลากเลื่อนเขตอุตรดิตถ์
แขวงรถจักรบางซื่อ
แขวงรถจักรธนบุรี
แขวงดีเซลรางสมุทรสาคร
หน่วย 10 ฉะเชิงเทรา
แขวงรถพ่วงแก่งคอย
แขวงรถจักรอุตรดิตถ์
แขวงรถจักรหาดใหญ่
แขวงรถจักรนครราชสีมา
กองซ่อมบำรุงดีเซลรางฯ
กองซ่อมบำรุงรถสินค้าบางซื่อ
งานการเดินรถแขวงชุมพร
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ
บริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ
รถไฟฟ้า BTS
รถไฟฟ้า กทม.




เว็บโมเดลรถไฟโดยคนไทย

Sense of Scale KPS
BlueTrain Shop
Trains for Thai
Model Railroad Siam

เว็บแฟนรถไฟต่างประเทศ

Railpictures.Net
RailFanEurope.Net
RailServe.Com
Indian Railway Fan
Eastcoastchat.Co.Uk
KTM Railway Fan



 

Visitors

 


มีผู้เข้าเยี่ยมชม
สมาชิก:305453
ทั่วไป:10926066
ทั้งหมด:11231519
คน ตั้งแต่
01-08-2004
 

Web Ranking

 
อันดับเว็บไซต์ไทย


 


Rotfaithai.Com :: View topic - ข่าวรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม(บางซื่อ-รังสิต และ บางซื่อ-หัวลำโพง)
 Forum FAQForum FAQ   SearchSearch   UsergroupsUsergroups   ProfileProfile   Log in to check your private messagesLog in to check your private messages   Log inLog in 

ข่าวรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม(บางซื่อ-รังสิต และ บางซื่อ-หัวลำโพง)
Goto page Previous  1, 2, 3 ... , 84, 85, 86  Next
 
Reply to topic    Rotfaithai.Com Forum Index -> โครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในอนาคต
View previous topic :: View next topic  
Author Message
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 31751
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 23/07/2020 1:52 pm    Post subject: Reply with quote

Wisarut wrote:

พลิกตำราไม่จ่ายค่าโง่โฮปเวลล์ หลังศาล ปค.สูงสุดไม่รับรื้อคดี ยังเหลือสู้ปมเพิกถอนทะเบียนสัญญา “โมฆะ”
โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เผยแพร่: พุธที่ 22 กรกฎาคม 2563 เวลา 19:01

รฟท.ดิ้นสู้ค่าโง่'โฮปเวลล์' ชง'2แนวทาง'เจรจาลดค่าชดเชย2.5หมื่นล.-ยื่นศาลสั่งสัญญาโมฆะ
กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้อง หลักฐานใหม่ขอฟื้นคดี

Click on the image for full size
https://inews.bangkokbiznews.com/uploads/news/images/2020/07/22/f8a075501d00a0dded4d8c4c4e4efbe8.jpg

กรุงเทพธุรกิจ ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำร้องหลักฐานใหม่ฟื้นคดีโฮปเวลล์ ร.ฟ.ท.หวั่นชดเชยพุ่งเกิน 2.5 หมื่นล้าน ลุ้นรัฐบาลเคาะ 2 ทางเลือก เจรจาลดค่างานก่อสร้าง-ดอกเบี้ย ยื่นศาลคดีใหม่เพิกถอนทะเบียนบริษัท หวังสัญญาเป็นโมฆะ

ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำสั่ง วานนี้ (22 ก.ค.) ในคดีหมายเลขดำ ที่ 107/2552, 2038/2551, 1379/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 366-368/2557 ระหว่างผู้ร้องคือ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครอง ชั้นต้นที่ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา

สำหรับคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2562 ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องทั้ง 2 คืนเงินค่าตอบแทนที่ผู้คัดค้านชำระและใช้เงินในการก่อสร้างโครงการ พร้อมดอกเบี้ยให้บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด

ต่อมากระทรวงคมนาคมและร.ฟ.ท.ยื่นคำร้อง ต่อศาลปกครองกลางขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2562 โดยอ้างว่าศาลปกครองสูงสุดรับฟัง ข้อเท็จจริงผิดพลาด และมีพยานหลักฐานใหม่ที่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่า ประเด็นที่ผู้ร้องทั้ง 2 โต้แย้งเกี่ยวกับ ระยะเวลาการใช้สิทธิเสนอข้อพิพาทต่อนุญาโตตุลาการและการกลับคืนสู่ฐานะเดิมของผู้ร้องทั้ง 2 และผู้คัดค้านมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการพิพากษาคดีและผลของ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

รวมทั้งผู้ร้องทั้ง 2 โต้แย้งเรื่อง ความสามารถของผู้คัดค้านในขณะเข้าทำสัญญานั้น เป็นประเด็นที่ผู้ร้องมิเคยโต้แย้งมาก่อนทั้งในศาลปกครองชั้นต้นและ ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งไม่อาจถือได้ว่า ผู้ร้องทั้ง 2 ไม่ทราบถึงเหตุนั้นในการพิจารณา จึงถือมิได้ว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ ที่ทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ

และการที่ผู้ร้องอ้างว่ามีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 143/2562 เรื่องแต่งตั้ง คณะทำงานตรวจสอบและรวบรวม พยานหลักฐาน "กรณีโฮปเวลล์" ลงวันที่ 20 มิ.ย.2562 ซึ่งเอกสารฉบับดังกล่าวผู้ร้องมิได้แสดงต่อศาลแต่อย่างใด จึงมีคำสั่งไม่รับ คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา ผู้ร้อง ทั้ง 2 จึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

ร.ฟ.ท.รอนโยบายรัฐบาล

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขอรออ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดอย่างเป็นทางการจากนั้นจะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าควรดำเนินการ อย่างไร

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้ทำให้ รัฐต้องดำเนินการตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการตามที่ศาลปกครองมีคำสั่ง เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2562 โดยให้รัฐจ่าย เงินชดเชยให้บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ภายใน 180 วัน นับจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ซึ่ง ร.ฟ.ท.ประเมินมูลหนี้รวมตามคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2551 ถึง สิ้นเดือน เม.ย.2562 รวมวงเงิน 25,411 ล้านบาท

"คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้เป็นการตัดสินไม่รับอุทธรณ์กรณีที่กระทรวงคมนาคมยื่นหลักฐานใหม่ ข้อเท็จจริงใหม่เพื่อให้ศาลพิจารณา แต่ศาลอาจเห็นว่า ข้อมูลหรือหลักฐานดังกล่าวได้รับการพิจารณาไปแล้วจึงไม่รับฟังคำร้อง ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดขั้นตอนของศาลปกครองในคดีนี้"

สำหรับความเสียหายที่รัฐต้องจ่ายชดเชยให้เอกชนสูงถึง 25,411 ล้านบาท จึงต้อง รอฟังนโยบายรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร โดยที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต้องการให้กระทรวงคมนาคม และ ร.ฟ.ท. สู้คดีนี้ถึงที่สุด เพราะพบช่องว่างของ การทำสัญญาที่ทำให้รัฐเสียเปรียบมาก

ชง2ทางเลือกสู้คดีต่อ

แหล่งข่าวจาก ร.ฟ.ท.ระบุว่า ร.ฟ.ท.จะรอฟังนโยบายจากรัฐบาล ซึ่งยังเชื่อว่า มีโอกาสสู้คดีในอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายเงิน ชดเชยสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท อาทิ 1.หาหลักฐานใหม่ที่จะยื่นฟ้องต่อศาลอื่น
2.เจรจากับโฮปเวลล์ เพื่อลดยอดชำระความเสียหายดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาเคยเจรจาแล้วแต่ยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกัน เช่น ค่าก่อสร้างที่โฮปเวลล์ระบุถึง 9,000 ล้านบาท แต่ ร.ฟ.ท.ไม่ได้ใช้งานสิ่งก่อสร้างดังกล่าวเลย จึงขอให้โฮปเวลล์ปรับลดมูลค่าชดเชยลง รวมถึงขอให้ลดอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดให้จ่าย 7.5% ถือว่าสูงมากหากเทียบกับดอกเบี้ยปัจจุบันที่เฉลี่ย 2.5%

"เราเชื่อว่ายังมีลู่ทางที่จะสู้ได้อีก เพื่อไม่ต้องเร่งจ่ายเงินชดเชย เพราะมูลค่า ที่ต้องจ่ายสูงมากถึง 2.5 หมื่นล้าน จะทำให้รัฐเกิดความเสียหายจากสิ่งที่ไม่ได้นำมาใช้งาน แต่ในประเด็นของการฟ้องร้องใน ศาลอื่น คงต้องรอให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาช่วยพิจารณา"แหล่งข่าว กล่าว

ค่าชดเชยพุ่งเกิน2.5หมื่นล้าน

สำหรับ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2562 ได้มีการประเมินวงเงินที่ ร.ฟ.ท.ต้องจ่ายรวมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2551 (วันที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาด) ถึงสิ้นเดือน เม.ย.2562 วงเงินรวม 25,411 ล้านบาท แยกเป็น
1.ค่าก่อสร้างรวม 16,130 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินต้น 9,000 ล้านบาท และดอกเบี้ยนับตั้งแต่ วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด 7,130 ล้านบาท
2.ค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดิน 8,728 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 2,850 ล้านบาท และดอกเบี้ยตั้งแต่วันบอกเลิกสัญญา 5,878 ล้านบาท
3.ค่าธรรมเนียมการออกหนังสือ ค้ำประกัน 53.28 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 38.75 ล้านบาท และดอกเบี้ย 14.53 ล้านบาท
4.หนังสือค้ำประกัน 500 ล้านบาท 5.ค่าธรรมเนียมศาลอุทธรณ์ 16.53 ล้านบาท
ทั้งนี้ การคำนวณเงินชดเชยดังกล่าวกระทรวงคมนาคมคำนวณถึงสิ้นเดือน เม.ย.2562 แต่การจ่ายเงินค่าชดเชยจริงจะต้องคำนวนเงินชดเชยในส่วนดอกเบี้ยใหม่เพิ่มจนถึงปัจจุบัน

ลุ้นคดีถอนทะเบียน"โฮปเวลล์"

นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีคณะทำงาน ทางด้านกฎหมายที่วางยุทธศาสตร์การ ดำเนินคดีนี้ไว้แล้ว ดังนั้นเวลานี้ขอเวลาให้คณะทำงานดังกล่าวพิจารณาก่อนว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งต้อง พิจารณาเนื้อหาในคำสั่งศาลปกครอง สูงสุดด้วย

นายนิรุฒ กล่าวว่า เชื่อว่ายังมีโอกาสและช่องทางที่จะดำเนินการผ่านศาลอื่น ได้อีก โดยขณะนี้มีอีกคดีที่ฟ้องคือคดีฟ้องนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัทคู่กรณี ซึ่งอยู่ใน ขั้นตอนศาลปกครองการพิจารณา

แหล่งข่าวจาก ร.ฟ.ท.กล่าวว่า ร.ฟ.ท.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อ ขอให้ตรวจสอบการจดทะเบียนของ บริษัทโฮปเวลล์เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2563 โดยยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียน ย้อนหลังของโฮปเวลล์ โดยขอให้เพิกถอนตั้งแต่ปี 2533 ที่มีการจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท

สำหรับมูลเหตุการขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการจดทะเบียนครั้งนี้ เพราะตรวจสอบพบโฮปเวลล์ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายโดยการจดทะเบียนมีนิติบุคคลต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการขัดกฎหมายของไทยขณะนั้น ซึ่งหากศาลมีคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ เพิกถอนการจดทะเบียนจะทำให้สัญญาระหว่าง ร.ฟ.ท.กระทรวงคมนาคมและ โฮปเวลล์ เป็นโมฆะทันที และการฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายจะไม่เป็นผล โดยขณะนี้ รอศาลนัดการไต่สวนคดี
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 30905
Location: ADTEC

PostPosted: 23/07/2020 3:28 pm    Post subject: Reply with quote

TRANSPORT: นายกรัฐมนตรี ยังไม่รู้ เอาเงินจากไหน จ่ายชดเชยโฮปเวลล์ ยัน คมนาคมหาทางออกอยู่ ชี้ ทุกคนทราบสถาการณ์การเงินรัฐบาลดี
The Reporters
23 กรกฎาคม 2563

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำร้องให้รื้อฟื้นคดีโฮปเวลล์ ไม่นำขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับคำร้องของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ส่งผลให้รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยให้เอกชน วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท ว่าตนเองได้รับทราบผลการพิจารณาขอศาลเมื่อช่วงเช้านี้ ซึ่งหลังจากนี้ต้องหาวิธีการว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป เพราะรัฐบาลเองมีหน้าที่ที่ต้องปรับและแก้ ซึ่งตนเองก็ไม่อยากโทษใคร

อย่างไรก็ตามยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมมีหน้าที่ในการดูแลอยู่แล้ว ส่วนเรื่องงบประมาณที่จะนำมาเป็นค่าชดเชยนั้น ก็ต้องหาทางก่อน และไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ เพราะทุกคนคงทราบดีว่าการใช้งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลเป็นอย่างไร โดยขอให้รอติดตามการแก้ปัญหา ซึ่งก็เร่งทำอยู่

“อนุทิน-ศักดิ์สยาม”ดิ้นให้สุด! ไม่หยุดจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์
*พลิกเกมฟ้องดีเอสไอ-ปปช.-ศาลปกครองกลาง
*เห็นช่องทางมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ยันสู้คดีได้
https://www.facebook.com/TransportDailynews/posts/2659905914230910
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 30905
Location: ADTEC

PostPosted: 24/07/2020 12:50 pm    Post subject: Reply with quote

ค่าโง่ “โฮปเวลล์” ยังไม่จบ “ศักดิ์สยาม” ลั่นสู้ต่อฟ้องปมสัญญาโมฆะ
โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เผยแพร่: 23 กรกฎาคม 2563 เวลา 15:11

“ศักดิ์สยาม” มั่นใจมีช่องทางต่อสู้คดี “โฮปเวลล์” หากมีข้อเท็จจริงอื่นยื่นคำร้องได้ใน 90 วัน พร้อมเดินหน้า สู้แพ่ง ประเด็นจดทะเบียนไม่ถูกต้อง สัญญาโมฆะ ขณะที่ยื่นดีเอสไอ และ ป.ป.ช.สอบทุจริต ลั่นต้องทำทุกวิธีเพื่อรักษาประโยชน์ประเทศ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ก.ค. โดยมีคำสั่งไม่รับคำร้องของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอให้พิจารณาคดีโฮปเวลล์ใหม่ ว่า ขณะนี้ รฟท.ยังไม่รายงานมาที่กระทรวงคมนาคมอย่างเป็นทางการ ซึ่งจากที่ได้หารือกับฝ่ายกฎหมายเพื่อศึกษาเพื่อหาวิธีการที่จะสามารถดำเนินการได้อีกหรือไม่ โดยพบว่ายังมีกระบวนการที่จะดำเนินการได้ภายในเวลาไม่เกิน 90 วัน

ทั้งนี้ ประเด็นตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยถือว่าถึงที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม หากมีข้อเท็จจริงอื่นที่อาจร้องขอ พิจารณาคดีใหม่ได้ตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ฝ่ายรัฐอาจยื่นคำร้องต่อศาลปกครองชั้นต้นได้ โดยต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุนั้น แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

นายศักดิ์สยามกล่าวว่า ฝ่ายรัฐจะถือปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลโดยเคร่งครัด ในขณะเดียวกันก็จะแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งได้มีข้อมูลใหม่ในเรื่องความไม่สมบูรณ์ของการจดทะเบียนบริษัทโฮปเวลล์ ซึ่ง รฟท.ได้ให้ทนายความยื่นดำเนินการทางแพ่ง ซึ่งหากการจดทะเบียนไม่สมบูรณ์จะทำให้การทำนิติกรรมสัญญาอาจไม่ชอบ

“เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าก่อนที่ผมจะมารับตำแหน่ง เมื่อได้มีข้อมูลใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนเดิมก็ไปดำเนินการ
จึงขอเวลาให้ฝ่ายกฎหมายได้ทำหน้าที่ก่อน ซึ่งมีการชะลอการบังคับคดีอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังชะลออยู่ ผมยืนยันว่าเราจะทำให้ครบทุกช่องทาง เพราะเรื่องนี้มีค่าชดเชยเป็นเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท หากทำไป ครบถ้วนหมดแล้วคำวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น” นายศักดิ์สยามกล่าว

สำหรับคดีทางอาญาจะดำเนินการด้วย โดยส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามขั้นตอน ตอนนี้ถือว่าเรายังมีเวลาและตนจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชน



“ศักดิ์สยาม” จ่อสู้คดี “ค่าโง่โฮปเวลล์”
หน้าเศรษฐกิจมหภาค / Mega Project
23 กรกฎาคม 2563 เวลา 19:02 น.



“ศักดิ์สยาม” ถก รฟท.ปม คดีค่าโง่โฮปเวลล์ หลังศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำร้อง ยันเจรจาลดภาระดอกเบี้ย 7.5% ไม่กระทบค่าชดเชย 2.5 หมื่นล้านบาท เหตุอยู่ระหว่างชะลอการบังคับคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ไม่รับคำร้องของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยให้กระทรวงคมนาคม รฟท.ดำเนินการตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จ่ายเงินชดเชยให้บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ภายใน 180 วัน นับจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ซึ่ง ร.ฟ.ท.ประเมินมูลหนี้รวมตามคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2551 ถึงสิ้นเดือน เม.ย.2562 รวมวงเงิน 25,411 ล้านบาท

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้รับรายงานจาก รฟท.อย่างเป็นทางการ ทราบจากข่าวที่ออกมาเท่านั้น แต่ก็เคารพคำตัดสินของศาลที่ออกมา โดยเบื้องต้นได้มีการหารือกับทาง รฟท.ดูว่าจะมีวิธีดำเนินการอะไรได้อีกบ้าง โดยให้ฝ่ายกฎหมายกำลังศึกษาอยู่ โดยยืนยันจะทำจนถึงที่สุด



“จากการศึกษา รฟท.ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างรอว่าศาลจะรับคำร้องหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่มีอยู่นั้นถือเป็นข้อมูลใหม่ ในเรื่องความไม่สมบูรณ์ของการจดทะเบียนบริษัทที่ทำให้ผลการทำนิติกรรมสัญญาอาจมิชอบ โดยฝ่ายทนายความ รฟท.ดำเนินการ และยืนยันว่าจะต้องทำให้ครบทุกช่องทาง เพราะมีค่าชดเชยมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท หากมีทางที่จะไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติได้ก็ต้องทำ เพราะในกระบวนการยุติธรรมก็มีช่องทางที่จะดำเนินได้ภายใน 90 วัน กรณีดำเนินการครบถ้วนแล้วในที่สุดคำวินิจฉัยของศาลเป็นอย่างไรก็คงต้องเป็นไปตามนั้น”

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ขณะที่การเจรจาลดภาระดอกเบี้ยกับโฮปเวลล์นั้น ทางคณะกรรมการเจรราคดีโฮปเวลล์ที่มีนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน อยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนอัตราดอกเบี้ย 7.5% จะทำให้ค่าชดเชยโดยรวมเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น มองว่าการชะลอการบังคับคดี จะทำให้ทุกเรื่องยังอยู่ที่เดิม ไม่เกิดภาระเพิ่มขึ้น ขอให้ทางฝ่ายกฎหมายของรฟท.และกระทรวงคมนาคมทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก่อน



รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมแจ้งว่า ภายในเดือนก.ค. นี้ กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ ไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ให้เข้ามาสืบสวนและตรวจสอบกรณีโฮปเวลล์ เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ตรวจสอบพบว่ามีหลายกรณีที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ตามกฎหมายกระทรวงคมนาคมไม่มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบ จึงจำเป็นต้องร้องทุกข์ต่อดีเอสไอให้ดำเนินการ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานและเอกสาร เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งดีเอสไอ จะสอบสวน หรือสอบสวนผลออกมาเป็นอย่างไร จะเป็นคดีอาญา หรือคดีแพ่งต้องรอผลการสอบสวนของดีเอสไอ


Last edited by Wisarut on 02/08/2020 12:13 am; edited 1 time in total
Back to top
View user's profile Send private message
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 31751
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 29/07/2020 9:09 am    Post subject: Reply with quote

คอลัมน์ ชั้น5ประชาชาติ: ระวังค่าโง่ 'รถไฟฟ้าสายสีแดง'
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ประเสริฐ จารึก

มีโอกาสได้ใช้บริการรถไฟฟ้า สายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ปัจจุบันเปิดให้บริการถึง "สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ" นั่งไปถึง "สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ" ใช้เวลาเดินทาง 25 นาทีมีคนใช้บริการค่อนข้างหนาแน่น เพราะ "กทม.-กรุงเทพมหานคร" ยังเปิดให้นั่งฟรี จนกว่าจะเปิดบริการตลอดสายถึง "สถานีคูคต" ในเดือนธันวาคมนี้

จากสถิติของ กทม.หลังรัฐผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 มีผู้ใช้บริการในวันทำการเฉลี่ยทะลุ 100,000 เที่ยวคนต่อวัน

สูงสุดสถานีห้าแยกลาดพร้าว 24,000-27,000 เที่ยวคนต่อวัน พหลโยธิน 24 อยู่ที่ 6,000 เที่ยวคนต่อวัน

รัชโยธิน อยู่ที่ 7,000-12,000 เที่ยวคนต่อวัน เสนานิคม 15,000-16,000 เที่ยวคนต่อวัน ม.เกษตรศาสตร์ 14,000-15,000 เที่ยวคนต่อวัน

กรมป่าไม้ 4,000 เที่ยวคนต่อวัน บางบัว 4,000 เที่ยวคนต่อวัน กรมทหารราบที่ 11 จุดต่อเชื่อมกับอู่รถเมล์บางเขน อยู่ที่ 11,000 เที่ยวคนต่อวัน และวัดพระศรีมหาธาตุ 13,000 เที่ยวคนต่อวัน

กทม.คาดว่าเมื่อเปิดบริการถึงปลายทางที่สถานีคูคต จะมีคนใช้บริการประมาณ 130,000 เที่ยวคนต่อวัน ต้องลุ้นจะมาตามนัดมากน้อยแค่ไหน

ที่ยังต้องลุ้นหนัก "รถไฟชานเมืองสายสีแดง" ช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต จะเจอโรคเลื่อนอีกหรือไม่

หลัง "ร.ฟ.ท.-การรถไฟแห่งประเทศ ไทย" ขยับเป้าจากเดือนมกราคม เป็นปลายปี 2564

เนื่องจากผู้รับเหมาสัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้า เครื่องกล และจัดหาขบวนรถ ทางเอกชนผู้รับจ้างกลุ่มกิจการร่วมค้า "มิตซูบิชิ-ฮิตาชิ-สุมิโตโม" ขอขยาย เวลาออกไปอีก 512 วัน จากเดิมสิ้นสุด สัญญาวันที่ 6 มิถุนายน 2563 เป็นเดือนตุลาคม 2564

จริง ๆ รถไฟฟ้าสายสีแดง "ช่วงบางซื่อ-รังสิต" จะต้องสร้างเสร็จเปิดบริการตั้งแต่ปี 2559 แต่ด้วยสารพัดปัญหารุมเร้า ทั้งปรับแบบ ต้องอัดงบฯเพิ่มถึง 5 ครั้ง

แถมผู้รับเหมางานโยธา ขอต่อเวลาออกไปอีก 1,177 วัน สิ้นสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังเก็บงานไม่เสร็จ 100%

ล่าสุดเป็นคิวสัญญาที่ 3 ที่ขอต่อเวลา อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท.ชั่งใจจะให้กี่วัน เพราะถ้าเนิ่นนานจะกระทบต่อไทม์ไลน์การเปิดใช้บริการอย่างแน่นอน

ขณะที่ช่วง "บางซื่อ-ตลิ่งชัน" สร้าง เสร็จตั้งแต่ปี 2555 แต่เพราะงานระบบและขบวนรถ ถูกนำไปผูกไว้กับช่วงบางซื่อ-รังสิต เลยเป็นแม่สายบัวรอรถไฟฟ้ามาหาเก้ออยู่ 8 ปี

ขณะนี้ ร.ฟ.ท.จัดงบประมาณอีกกว่า 140 ล้านบาท บูรณะโครงสร้างทางวิ่ง ราง สถานี ลิฟต์ บันไดเลื่อน ที่ชำรุดทรุดโทรม รอกดปุ่มเปิดเดินรถพร้อมกับช่วง "บางซื่อ-รังสิต"ตามแผน ร.ฟ.ท.นับจากนี้ถึงเดือนมกราคม 2564 จะเร่งติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ ตามแนวเส้นทางและศูนย์ ควบคุมการเดินรถ

พร้อมทดสอบขบวนรถที่ได้รับมอบแล้ว 13 ขบวน จาก 25 ขบวน ฝึกอบรม พนักงานที่กำลังรับเพิ่มและโยกจาก แอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งจะหมดภารกิจในเดือนตุลาคมปีหน้ามาเดินรถให้

โดย ร.ฟ.ท.มั่นใจจะเคลียร์ปัญหาให้สายสีแดงออกวิ่งตามเป้า แม้จะเป็นการเปิดได้ไม่ครบ 100% เร็วขึ้นกว่าที่ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" ระบุอาจจะเปิดบริการได้อย่างเป็นทางการในปี 2565

ร.ฟ.ท.กางไทม์ไลน์จะเริ่มแกรนด์ โอเพนนิ่ง วันที่ 31 พฤษภาคม เปิดให้นั่งฟรี 5 เดือน ก่อนเปิดเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นแผนงานที่วางคู่ขนานกับเนื้องานที่ ร.ฟ.ท.ต้องเคลียร์

ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าป้อนให้กับโครงการ ตามแผนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯต้องสร้างเสร็จ และให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาทดสอบระบบเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ติดโควิดทำให้เลื่อนออกไป

ยังมีการติดตั้งระบบ ATO สร้าง โรงซ่อมรถจักรรถไฟทางไกล ในย่านสถานีบางซื่อ ที่ปรับผังการใช้พื้นที่ใหม่โดยรื้อของเก่าและสร้างโรงใหม่

ที่สำคัญ ต้องให้วิศวกรอิสระมา ตรวจสอบความพร้อมด้านความปลอดภัยเดินรถ และสถานี รีเช็กทุกจุดให้ชัวร์ก่อนเปิดใช้

เพราะรถไฟฟ้าสายนี้เป็นระบบรถไฟชานเมือง (CT) วิ่งบนราง 1 เมตร ร่วมกับ รถไฟทางไกล ต้องทดสอบระบบให้ดี โดยเฉพาะช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน มีอยู่ 2 ราง ต้องวิ่งร่วมกับรถไฟสายใต้

ยังต้องลุ้นจะได้เงินที่ขอเพิ่ม 10,345 ล้านบาท จากงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 200 รายการ จ่ายชดเชยให้ผู้รับเหมา จากการส่งมอบพื้นที่ให้ช้า ปรับผังแนวเส้นทาง

หลังสัญญาเปิดช่องให้ผู้รับเหมามีสิทธิเรียกร้องเป็นเงินได้ ซึ่งเงินก้อนนี้ตกค้างมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครกล้าอนุมัติ

ขอเคลมมากสุด งานสัญญาที่ 1 สถานี กลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง วงเงิน 5,000-6,000 ล้านบาท ล่าสุดกระทรวงคมนาคมสั่ง ร.ฟ.ท.แจงรายละเอียดและตรวจสอบความถูกต้องถึงความจำเป็น ก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรีตีเช็คจ่าย

น่าติดตาม ถ้าหากเงินก้อนนี้ไม่ได้รับ อนุมัติ ผู้รับเหมาเบิกเงินค่างวดไม่ได้ งานจะ สะดุดและจะเกิดฟ้องร้องตามมาภายหลัง หรือไม่ ในเมื่อไม่เป็นไปตามสัญญา

หาก ร.ฟ.ท.เข็น "สายสีแดง" เปิดหวูด ได้ปลายปีหน้าอย่างที่ลั่นวาจา เท่ากับ ลบคำปรามาส ถึงก็ช่าง...ไม่ถึงก็ช่าง ได้สำเร็จ

แต่เหนื่อย !
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 30905
Location: ADTEC

PostPosted: 29/07/2020 11:00 am    Post subject: Reply with quote

30 ปี โฮปเวลล์ (ภาคต่อ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 241-243/2563)
ชมรมนักกฎหมายก่อสร้าง
28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

จากเรื่องราวของคดีโฮปเวลล์ที่ เมื่อปี พ.ศ. 2562 ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นให้ยกคำร้องของกระทรวงฯ และการรถไฟ และให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
.
เรื่องราวของคดียังไม่จบเนื่องจากหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแล้ว ต่อมาวันที่ 18 ก.ค. 62 กระทรวงคมนาคมและการรถไฟ มีหนังสือขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ โดยโต้แย้งในประเด็นดังต่อไปนี้
.
🚩1.ข้อพิพาทที่โฮปเวลล์เสนอต่ออนุญาโตตุลาการอยู่ในขอบเขตอำนาจอนุญาโตตุลาการหรือไม่?
🚩2.การเสนอข้อพิพาทของโฮปเวลล์เกินระยะเวลากฎหมายหรือไม่?
🚩3.โต้แย้งการวินิจฉัยเหตุแห่งการเลิกสัญญากลัยคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. 391 และอ้างว่า สำนักนายกแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน “กรณีโฮปเวลล์” แล้วหากได้พยานหลักฐานใหม่จะนำเสนอต่อศาลปกครอง
🚩4.โต้แย้งว่าศาลปกครองสูงสุดมิได้ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแต่กลับวินิจฉัยเสียเอง ถือว่าเป็นข้อบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม
🚩5.โต้แย้งความสามารถในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศ ของโฮปเวลล์ ขณะเข้าทำสัญญาตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับ 281 ลงวันที่ 24 พ.ย. 2515
.
จากคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของกระทรวงและการรถไฟนั้น เนื่องจากการจะขอให้ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ได้จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552 มาตรา 75 ซึ่งบัญญัติไว้ถึง กรณีที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาดแล้ว คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งคดีนั้นอาจมีคำขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้
.
ศาลปกครองสูงสุดได้ ได้พิเคราะห์ในประเด็นต่างๆที่กระทรวงและการรถไฟโต้แย้งไว้เป็นแนวทางว่า
.
1.ประเด็นที่ 1 2 และ 3 ที่ศาลปกครองสูงสุดต้องวินิจฉัย คงมีเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากเป็นคำชี้ขาดที่กำหนดให้ กระทรวงและการรถไฟต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นการที่ ศาลปกครองสูงสุด กำหนดประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่ศาลจะปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ หรือไม่ จึงถูกต้องตามเหตุแห่งการอุทธรณ์แล้ว การที่ศาลปกครองสุงสุด กำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โฮปเวลล์ ยื่นข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นแล้วหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า การที่โฮปเวลล์ยื่นภานในกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญานั้น เป็นการเสนอข้อพิพาทภายในระยะเวลาโดยชอบ ประการที่สอง การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โดยกำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาโตตุลาการได้กำหนดประเด็นข้อพิาทไว้ 4 ประเด็นได้แก่ 1 ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่ 2 สิทธิเรียกร้องให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ 3 สัญญาสัมปทานเลิกกันโดยปริยายหรือไม่ 4 กระทรวงและการรถไฟ กับ โฮปเวลล์ จะกลับคืนสู้ฐานเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 หรือไม่เพียงใด นั้นเห็นว่า การกำหนดประเด็นพิพาทแห่งคดีและปัญหาทั้งหลายที่ต้องวินิจฉัยอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ตลอดจนการวินิจฉัยเกี่ยวกับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นดุลยพินิจของศาลในการกำหนดประเด็นแห่งคดีและวินิจฉัยปัญหาตามรูปเรื่องข้อเท็จจริงแห่งคดี ข้ออ้างของกระทรวงและการรถไฟทั้งมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการพิจารณาคดีของศาล แม้จะเป็นการแตกต่างไปจากความเห็นของ กระทรวงและการรถไฟ ก็ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือทำให้กระบวนการพิจารณาคดีมีข้อผิดพลาดหรือทำให้กระบวนการพิจารณาคดีนั้นกลายเป็นกระบวนพิจารณาที่มีข้อบกพร่องสำคัญอันทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552 มาตรา 75 วรรค 1 (1) (3) ข้ออ้างของกระทรวงและการรถไฟฟังไม่ขึ้น
.
2.ประเด็นที่ 4 การไม่ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณา ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า พิจารณาตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ ศาลปกครองสูงสุดกำหนดว่า อำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นโดยศาลสูงสุดให้รวมถึง เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติหรือระเบียบนี้ในส่วนว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่ง และ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า มีเหตุอันควรใหัมีอำนาจยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นนั้นแล้วส่งสำนวนคืนไปศาลปกครองชั้นต้น เพื่อพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ บทบัญญติดังกล่าวนี้ไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดให้ศาลปกครองสูงสุดต้องมีคำสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม บทบัญญัติวิธีพิจารณาคดีปกครอง แล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลปกครองชั้นต้นเพื่อพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ทุกกรณี หากแต่เป็นดุลยพินิจของ ศาลปกครองสูงสุด คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษา ศาลปกครองชั้นต้นได้แสวงหาข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิพากษาหรือมีคำสั่งได้แล้ว เพื่อประโยชน์ในประเด็นเนื้อหาแห่งคดี ศาลปกครองสูงสุด จึงเห็นสมควรพิจารณาเนื้อหาแห่งคดีนี้โดยไม่ส่งคืน ข้ออ้างของการรถไฟและกระทรวง ทั้งสอง ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
.
3.ประเด็นที่ 5 ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสามารถของโฮปเวลล์เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ตั้งแต่ในขณะเข้าทำสัญญาโดยหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโฮเวลล์เป็นเอกสารมหาชนที่เข้าตรวจสอบจากราชการได้ และหนังสือรับรองดังกล่าวต้องยื่นประกอบการลงนามสัญญา ประกอบกับกระทรวงและการรถไฟบรรยายฟ้องว่า คณะกรรมการรถไฟ มีมติให้การรถไฟมีอำนาจลงนามในสัญญาร่วมกับกระทรวง และให้โฮปเวลล์เข้าก่อสร้างและพัฒนาที่ดิน ตามสัญญาซึ่ง โฮปเวลล์ ได้จดทะเบียนขึ้นตามกฎหมายไทย ข้อความนี้บ่งชี้ได้ว่ากระทรวงและการรถไฟทราบดีว่าโฮปเวลล์มีบริษัทแม่จดทะเบียนในต่างประเทศ และสำหรับข้ออ้างที่ การรถไฟและกระทรวง พบว่ามีพยานหลักฐานใหม่เกี่ยวกับความสามารถของโฮปเวลล์ขณะเข้าทำสัญญา ว่าเป็นการดำเนินการของบุคคลต่างด้าวที่ฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 เนื่องจากการจดทะเบียนของโฮปเวลล์ไม่ถูกต้อง โดยมติ ครม ไม่ได้มีมติให้ผู้คัดค้านได้รับการยกเว้น แม้ผู้คัดค้านได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน แต่โฮปเวลล์ได้เข้าประกอบกิจการก่อนได้หนังสือรับรองจากอธิบดีกรมการค้า โดยกระทรวงและการรถไฟเพิ่งทราบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน “กรณีโฮปเวลล์” ที่ตั้งขึ้นภายหลัง ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสามารถของโฮปเวลล์เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ขณะทำสัญญา และหนังสือดังกล่าวต้องยื่นขณะลงนามสัญญา ประกอบกับการรถไฟและกระทรวง บรรยายฟ้องว่า คณะกรรมการรถไฟ มีมติให้การรถไฟมีอำนาจลงนามในสัญญาร่วมกับกระทรวง และให้โฮปเวลล์เข้าก่อสร้างและพัมนาที่ดินตามสัญญาซึ่ง โฮปเวลล์ ได้จดทะเบียนขึ้นตามกฎหมายไทย ข้อความนี้บ่งชี้ได้ว่ากระทรวงและการรถไฟทราบดีว่า โฮปเวลล์มีบริษัทแม่จดทะเบียนในต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญาในฐานะกระทรวงคมนาคม เป็นบุคคลที่อยู่ร่วมในคณะรัฐมนตรีย่อมต้องรู้ว่าโฮปเวลล์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะรัฐมาตรี ประกอบกับการรถไฟและกระทรวงได้ยอมรับในคำขอพิจารณาคดีใหม่ว่า โฮปเวลล์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและกรณีที่นิติบุคคลต่างด้าวจะประกอบกิจการตามที่ลงนามในสัญญาก่อน กระทรวงและการรถไฟไม่อาจปฏิเสธการไม่รู้ได้ อีกทั้งร่างสัญญานี้จะต่องผ่านการตรวจจากรมอัยการก่อนลงนาม กระทรวงและการรถไฟย่อมต้องตรวจสอบและต้องรู้หรือควรรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เอง การที่การรถไฟและกระทรวงไม่ตรวจสอบ อีกทั้งไม่เคยยกข้อเท็จจริงเช่นว่านี้สู้คดีมาก่อนในชั้นเสนอข้อพิพาทต่อนุญาโตและในศาลปกครอง จึงเป็นความบกพร่องของ การรถไฟและกระทรวง ดังนั้นเอกสารที่การรถไฟและกระทรวงกล่าวอ้างจึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552 มาตรา 75 วรรค1 (1)
.
4.ข้ออ้างที่การรถไฟและกระทรวง ที่ว่า มีคำสั่ง สำนักนายกฯ แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและรวมรวมพยานหลักฐาน กรณีโฮปเวลล์ ซึ่งหากได้พยานหลักฐานใหม่จะนำเสนอต่อศาลปกครอง เห็นว่า การรถไฟและกระทรวง รับในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่าข้ออ้างนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่การรถไฟและกระทรวงขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัย
.
👨‍⚖️👨‍⚖️ด้วยเหตุผลข้างต้น ศาลปกครองสูงสุดจึงยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาาคดีใหม่ไว้พิจารณา
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 30905
Location: ADTEC

PostPosted: 30/07/2020 6:28 pm    Post subject: Reply with quote

รฟท.ยื่นหลักฐานเพิ่ม "โฮปเวลล์" จดทะเบียนไม่ถูกต้อง เทียบคดีดังจี้นายกฯรื้อใหม่
โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เผยแพร่: 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 16:20



"ทนายนกเขา" รับมอบอำนาจ รฟท. ยื่นหลักฐานศาลปค.เพิ่มเติม ยันการจดทะเบียนบริษัทโฮปเวลล์ ประเทศไทย ไม่ถูกต้อง โมฆะตั้งแต่แรก จี้นายกฯตั้งคกก.พิเศษ สอบทั้งกระบวนการ เทียบคดีดัง ถ้าทำไม่ถูกก็รื้อใหม่ได้

วันนี้ (30 ก.ค.) นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้ายื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมในคดีที่ได้ยื่นฟ้องนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายนิติธร กล่าวว่า เป็นการมายื่นหนังสือฐานเอกสารเพิ่มเติมตามคำสั่งศาล คดีนี้ต้องแยกจากคดีที่ศาลปกครองยืนตามคำสั่งอนุญาโตตุลาการที่ให้การรถไฟชดใช้ค่าเสียหาย เพราะกรณีนี้เป็นการร้องเพื่อเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งเอกสารที่ยื่นเป็นคำชี้แจงของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพฯโดยอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ระบุเหตุผล 3 ข้อที่ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโฮปเวลล์ฯ ว่า 1.ประกาศคณะปฏิวัติ 281 ห้ามคนต่างด้าวเข้าประกอบธุรกิจในไทยเว้นได้แต่ในรับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากรัฐบาลหรือ เป็นความตกลงระหว่างรัฐบาล 2 วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทโอปเวลล์ฯ เป็นไปตามมติครม. ปี 33ที่เห็นชอบตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจที่เห็นชอบให้เอกชนเข้ามาลงทุนก่อสร้างทางรถไฟยกระดับ เข้าหลักเกณฑ์จึงได้สิทธิเข้าประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยไม่ต้องขออนุญาตตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 ข้อ 2 การจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโฮปเวลล์ ประเทศไทยจึงเป็นไปตามกฎหมาย

และ 3.เมื่อนายทะเบียนธุรกิจเห็นว่าบริษัทโฮปเวลล์ โฮลดิ้ง ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทยเป็นการเฉพาะกาลแล้วและได้รับการยกเว้นจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 แล้ว จึงถือว่าบริษัทโฮปเวลล์ ฯสามารถประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้ เพราะสิทธิในการประกอบธุรกิจเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายแล้ว ซึ่งคำชี้แจงนี้เราเห็นว่ามีการดำเนินการไม่ถูกต้อง ศาลก็จะได้ทราบถึงเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีการฟ้องคดี และเป็นเอกสารที่มีอยู่จริงมีการแจ้งเรื่องไปให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพิกถอนแล้วก่อนที่จะมีการฟ้อง

“ผมตรวจสอบเอกสารแล้วเห็นว่าการเริ่มต้นจดทะเบียนบริษัทก่อนที่จะเข้ามารับสัมปทานในไทย เริ่มต้นโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามมติครม. เมื่อการจดทะเบียนไม่ถูกต้องก็เท่ากับ เป็นโมฆะตั้งแต่แรก การมีอยู่ของบริษัทนั้นไม่ถูกต้องด้วยไม่สามารถเข้าทำสัญญากับรัฐบาลได้ ฝ่ายที่ทำสัญญาหรือฝ่ายที่เข้าทำสัญญาก็ถือว่าผิดทั้งคู่ ก็ต้องกลับไปดูตรงนี้กันก่อนเรื่องอื่นยังไม่ต้องว่ากัน เพราะข้อกำหนดของมติครม.ชัดเจนว่าอนุญาตให้แค่ไหน และต้องปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้มีการปฏิบัติตามนั้น”

นายนิติธร ยังกล่าวถึงกรณีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ระบุเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทโฮปเวลล์ฯ ว่าแม้จะไม่ถูกต้องแต่ผู้เกี่ยวข้องก็กลับให้มีการลงนามสัญญา ว่า ไม่น่าจะมีผลกับคดีนี้ และการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาชี้ถึงรายละเอียดดังกล่าวก็เท่ากับว่าศาลเองก็เห็นว่าการจดทะเบียนนั้นไม่ชอบ แต่ยังไม่ได้มีการเพิกถอน ตนจึงต้องมาร้องเพิกถอน และจริงๆ แล้วเรื่องนี้จะให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด คณะรัฐมนตรีจะต้องเป็นเจ้าภาพ ไม่ใช่ให้รฟท. หรือกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพเพราะทั้งสองหน่วยงานมีฐานะเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากครม.เท่านั้น เรื่องนี้ตนเข้ามาทำคดี ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว ก็ได้มีการยื่นต่อศาลเพื่อขอให้พิจารณาคดีใหม่ และหยุดการบังคับคดีไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็ทำหนังสือถึงนายกฯว่าควรต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมา และมีเหตุผลที่สำคัญคือเรื่องเกิดปี 2533 ครม.ใหม่ไม่รู้เรื่องทั้งบรรดาเอกสาร หลักฐานต่างๆ จึงมีเหตุผลอย่างเต็มที่ในการจะดำเนินการ

“ ไม่ใช่ว่าพอเกิดเรื่องแล้วครม.ไปให้กระทรวงคมนาคม รฟท.ดำเนินการ มันก็ดำเนินการได้แต่มันไม่ครบถ้วน สมบูรณ์ ไม่มีอำนาจเต็มเพียงพอ ถ้าครม.ดำเนินการเองเรื่องนี้จบไปแล้ว และชนะคดีอย่างแน่นอน ก็คิดว่าเรื่องนี้นายกฯต้องไปทบทวน และคิดว่ามันควรต้องเสียเงินหรือไม่ เพราะมันชัดเจนอยู่ว่าเอกสารที่ให้ตรวจสอบในช่วงนั้นมันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกตามขั้นตอนอยู่หลายประเด็น รวมทั้งบริษัทหรือคนที่เข้ามาถือหุ้นใหม่ ก็ตรวจสอบพบว่าเข้ามาแล้วไม่ทำอะไร ไม่มีการประกอบกิจการอะไร มาเพื่อการฟ้องคดีอย่างเดียวมัน ฉะนั้นถึงจะอ้างคำพิพากษาแล้วต้องจ่ายเงินมันก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเทียบเคียงกับคดีดังที่เป็นข่าวขณะนี้ ถึงแม้จะสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง แต่ถ้ากระบวนการสั่งมันไม่ชอบด้วยกฎหมายก็รื้อใหม่ได้ กรณีนี้ก็เหมือนกันถ้ากระบวนการที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมาอาศัยคำพิพากษาของศาลแล้วไปสั่งจ่ายเงิน หากนายกทำอย่างนี้ก็เข้าข่ายมีความผิด รฟท. กระทรวงคมนาคมก็ผิด จึงต้องรื้อกันใหม่ คดีนี้ไม่ต้องว่ากันด้วยพยานบุคคล ว่ากันด้วยพยานเอกสารล้วน ๆ เอกสารมันชัดเจนมากว่าใครผิดใครถูก สัญญาทำได้หรือไม่ ฉะนั้นเราจะยอมเสีย 2.4 หมื่นล้านกับสิ่งที่ทำไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และนายกฯจะตั้งคณะกรรมการพิเศษคดีนี้หรือไม่ ถ้าตั้งก็ง่าย ก็ชัดเจน ก็ดำเนินการใหม่ทั้งหมดได้ “

ส่วนคณะกรรมการพิเศษควรจะประกอบไปด้วยใครบ้างก็แล้วแต่นายกฯ แต่ให้ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ว่าดำเนินการมาถูกต้องหรือไม่ ตรวจสอบตั้งแต่การลงนามในสัญญา การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ มติครม.ขณะนั้น และมีการปฏิบัติตามมติครม.หรือไม่ ตรวจสอบทุกองค์กร และนายก ครม.ก็ใช้สิทธิเข้ามาในฐานะคู่สัญญาตัวจริง

https://www.matichon.co.th/local/crime/news_2286825


Last edited by Wisarut on 31/07/2020 12:58 pm; edited 1 time in total
Back to top
View user's profile Send private message
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 31751
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 31/07/2020 9:54 am    Post subject: Reply with quote

'ศักดิ์สยาม'ยังไม่เคาะเปิดสีแดง สั่งรฟท.เร่งเคลียร์แผนก่อสร้าง
ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ผู้จัดการรายวัน360 - "ศักดิ์สยาม" สั่ง "ปลัดคมนาคม" หารือกรมรางและ รฟท. เช็กแผนก่อสร้างและความพร้อมรถไฟสายสีแดง ให้ชัดเจนใน 2 สัปดาห์ ก่อนพิจารณากำหนดเปิดเดินรถ ย้ำคนต้องพร้อม ระบบต้องปลอดภัย

นายสรพงษ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ประชุมติดตามโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิตกรณีการบริหารสายสีแดง รูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ที่ไม่เป็นภาระงบประมาณ และความพร้อมในการเปิดเดินรถ โดยได้มอบหมายให้ นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม พิจารณารายละเอียด แผนงานและแผนการก่อสร้าง ทั้งหมดร่วมกับกรมการขนส่งทางราง และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้ชัดเจนภายใน2 สัปดาห์ จากนั้นจะนัดประชุมอีกครั้ง

ทั้งนี้ จากข้อมูลของรฟท.ที่ระบุว่า จะมีการเปิดเดินรถไฟสายสีแดงได้ในเดือนต.ค. 2564 นั้น จะต้องพิจารณาข้อมูลให้รอบคอบ ว่าสามารถทำได้จริง และมี ความพร้อมด้านบุคลากร ความปลอดภัยในการเดินรถ การวางแผนเดินทางเพื่อเข้าถึงสถานี ในการใช้บริการของผู้โดยสาร เนื่องจากข้อมูลในขณะนี้ ยังไม่ชัดเจนในหลายประเด็น

โดยในส่วนของการก่อสร้างช่วงบางซื่อ-รังสิต ที่มีปัญหาก่อสร้างล่าช้า และผู้รับจ้างขอขยายเวลาสัญญาที่ 3 (งานระบบอาณัติสัญญาณ) 512 วัน ซึ่งได้ให้ความเห็นชอบขยายสัญญาไปแล้ว 87 วัน ที่เหลืออีก 425 วันยัง อยู่ระหว่างพิจารณา และยังไม่รู้ว่าจะมีการขยายให้หรือไม่ หรือขยายให้กี่วัน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเดินรถไฟสายสีแดง ออกแบบให้ใช้ศูนย์ควบคุมการเดินรถ และศูนย์ซ่อมบำรุงร่วมกัน ที่ย่านสถานีกลางบางซื่อ และได้จัดรูปแบบการเดินรถของรถไฟทางไกล ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยติดตั้งระบบควบคุมการเดินรถอัตโนมัติ(Automatic Train Operation ATO) ในรถแบบใหม่ และติดตั้งระบบ Automatic Train Protection (ATP) เพิ่มเติมบนหัวรถจักรดีเซล เพื่อให้ขบวนรถทั้งสองระบบเดินรถร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยแต่ มีการติดตั้ง ATP หัวจักร ไปได้เพียง 2 คัน ยังเหลืออีก 79 คัน ซึ่ง รฟท. มีการประมูลแต่ต้องยกเลิกถึง 2 ครั้ง แผนล่าสุดคาดว่าจะติดตั้งระบบ ATP ครบในปี 2565

"จะต้องหารือกับรฟท. ในรายละเอียดทั้งหมด ตอนนี้ยังไม่ได้ ต่อสัญญาก่อสร้างให้ผู้รับเหมา จะกำหนดการเดินรถไปก่อน อาจจะมีปัญหา รวมถึงแผนด้านการบริหารจัดการ จะอบรมคนอย่างไร ช่วงที่รอ PPP ซึ่งรฟท.บอกว่า จะใช้ผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นมาช่วยอบรม แต่ตอนนี้มีเรื่องโควิด การเดินทางเข้ามาจะทำอย่างไร ทุกอย่างให้ รฟท.ไปทำแผนมา ให้ชัดเจน และปลัดคมนาคมจะเร่งสรุปใน 2 สัปดาห์ เพื่อนำรายงานต่อรมว.คมนาคมต่อไป ซึ่งหากทุกอย่างพร้อม รฟท.มั่นใจ ก็สามารถเปิดเดินรถได้ ส่วนจะเป็นเมื่อใด ต้องอยู่ที่แผนของ รฟท.ที่จะนำเสนอ".
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 30905
Location: ADTEC

PostPosted: 01/08/2020 11:52 pm    Post subject: Reply with quote



ทดสอบรถไฟฟ้าสายแดง จากวัดเสมียนนารีไปดอนเมือง
https://www.youtube.com/watch?v=dT8A6bgaH3c
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 30905
Location: ADTEC

PostPosted: 02/08/2020 12:07 am    Post subject: Reply with quote

ค่าโง่หมื่นล้านโฮปเวลล์ หล่นในมือ ‘เสี่ย อ.’'
หน้า Columnist - ห้ามเขียน
ออนไลน์เมื่อ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 19:20 น.
ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ห้ามเขียน
โดย... พรานบุญ
ฐานเศรษฐกิจ
ฉบับ 3597 หน้า 20
ระหว่างวันที่ 2-5 สิงหาคม 2563 เ




ฟ้าครื้ม เมฆลอย คล้อยต่ำ เวลาย่ำค่ำตะวันโพล้เพล้ ลิเกป่าก็ออกโรงล่าสิงสาราสัตว์ในปฐพี


ล่องไพรไปไม่เท่าไหร่พบนักบัญชี นักกฎหมายชื่อดัง และฟันด์ เมเนเจอร์ ชื่อกระฉ่อนอาเซียน 3-4 คน นั่งถองเหล้าป่า แกล้มใบมะยม ไก่บ้านต้มขมิ้นกลิ่นหอมกรุ่น อย่างละมุนละไม ในป่าอันอุดมสมบูรณ์


พรานฯท่องไพรผู้มีรสนิยมอันวิไลซ์ในเหล้ายา ปลาปิ้ง จึงดอดเข้าผสมโรงวงสนทนาพาทีชนิดที่รื่นรมย์ในเงาคิด

สนทนากันตั้งแต่หัวค่ำ ของวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 เวลา 19.30 น. เลยเถิดไปถึง 23.00 น. ก่อนแยกย้ายคืนสู่เคหสถานในป่าคอนกรีต เป็นการสนทนาที่ออกรสชาติบาดใจ ในความทุกข์ของคนไทยที่ต่างตกตะลึงพรึงเพริศ เมื่อศาลปกครองสูงสุดตัดสินคดีที่กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้พิจารณาคดีโฮปเวลล์ใหม่ โดยอ้างว่ามีการรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดและมีพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง

ปรากฏว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืน ตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่เคยมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่


ผลที่ตามมาจากการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดทันทีคือ กระทรวงคมนาคม และ รฟท. จะต้องจ่ายค่าเสียหายแก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด 11,888 ล้านบาท ดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี จนถึงปัจจุบันเป็นวงเงินไม่ต่ำกว่า 24,972 ล้านบาท...ก้อนมหึมาทีเดียว


คำร้องต่อศาลปกครองของหน่วยงานรัฐ ที่ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ โดยได้โต้แย้งเรื่องความสามารถในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยของโฮปเวลล์ ในขณะเข้าทำสัญญาพิพาท โดยระบุว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) มีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ขัดกับข้อบังคับตามบัญชี ข. ท้ายประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 (ปว.281) ที่ห้ามคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลต่างด้าวประกอบกิจการขนส่งทางบก ไร้ความหมาย.....

สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น : ค่าโง่หมื่นล้านโฮปเวลล์ หล่นในมือ ‘เสี่ย อ.’

สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น : ค่าโง่หมื่นล้านโฮปเวลล์ หล่นในมือ ‘เสี่ย อ.’


คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดที่สั่งไม่รื้อคดีขึ้นใหม่ ปิดฉากค่าโง่ที่รัฐไทย ต้องจ่ายเป็นหมื่นสองหมื่นล้านแบบสมบูรณ์พูนสุข..กลายเป็นทอล์กหลักในวงสนทนา


นักกฎหมายชื่อดังทะลุกลางปล้องขึ้นมาทันทีว่า คดีนี้ “เสี่ย อ.” เศรษฐีผู้ค้ารถยนต์หรู ผู้มีคลังสินค้าทัณฑ์บนอยู่ในอุ้งมือ กะทายาทเจ้าของรถเบนซ์รายใหญ่ในตลาดเกรย์มาร์เก็ต ผู้อยู่เบื้องหลังการต่อสู้ทางข้อพิพาทจะสบายอุรา เพราะคว้าเงินเป็นหมื่นสองหมื่นล้านบาทไปครอบครอง จากการลงทุนแค่เล็กน้อยไปในเวลา 14 ปี...อะฮ้า...


พรานหูผึ่ง อึ้ง กิม กี่ ถามไถ่ไปว่า คนได้มิใช่โฮปเวล์ของมหาเศรษฐี กอร์ดอน วู ชาวฮ่องกง ดอกรึพ่อทนาย...


นักบัญชีชื่อก้องฟ้าอาเซี่ยน ยก iPad รูดปรื้ดปร้าดให้พรานไพรได้ตกตะลึง ก่อนอ่านรายงานประจำปี 2548 ของบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง (ฮ่องกง) จำกัด ที่จดทะเบียนในฮ่องกง และได้กล่าวถึงโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับใน กทม. และการใช้ประโยชน์จากที่ดินของ รฟท. หรือ “BERTS” ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2548 ที่เป็นภาษาฝรั่ง


ก่อนแปลความให้ฟังว่า หลังจากบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (HTL) ได้เข้าทำสัญญาสัมปทานกับกระทรวงคมนาคม และ รฟท. เพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการ BERTS และพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์กับที่อยู่อาศัยในพื้นที่ได้สัมปทานนั้น ต่อมาทางบริษัทฯ ได้รับหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาสัมปทานฯ จากกระทรวงคมนาคม และ รฟท. ทาง HTL ได้ทำหนังสือโต้แย้ง ซึ่งประเด็นข้อพิพาทจะมีรายละเอียดอยู่ในหมายเหตุ 41 (b) โดยกลุ่มบริษัทได้ตั้งสำรอง (provision) ไว้เต็ม 100% เทียบเท่ากับต้นทุนที่ใช้ในการพัฒนาโครงการ BERTS ตั้งแต่ปี 2547 คิดเป็นมูลค่า 5,313 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง


ประเด็นข้อพิพาท ระบุในหมายเหตุ 41 (b) ว่า “หลังจากกระทรวงคมนาคมได้ส่งหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาสัมปทานฯ กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด และขอสงวนสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายอื่นๆ ที่เกิดขึ้น โดยกระทรวงคมนาคม ขอยึดเงินค่าตอบแทนที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จ่ายเป็นค่าสัมปทานทั้งหมด รวมทั้งพันธบัตรของธนาคารพาณิชย์ที่บริษัทโฮปเวลล์ฯ นำมาวางเป็นหลัก


ประกันคิดเป็นมูลค่า 94-95 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง จากนั้นในระหว่างปี (2547-2548) บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการ ซึ่งคณะกรรมการ (บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) จำกัด) ยังไม่ทราบผลลัพธ์จากการดำเนินการตามกฎหมายจะออกมาเป็นอย่างไร



ไขข้อสงสัย ทริปไหนๆ หน้าก็มัน เพราะลืมมาส์กหน้า?
BK Acne

นักบัญชีผู้นี้ยังสืบค้นลงไปในรายละเอียดก่อนพบรายงานประจำปี 2549 ของบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง (ฮ่องกง) จำกัด ระบุว่า ต่อมาในปี 2549 กลุ่มโฮปเวลล์ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อ-ขายบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้กับกลุ่ม


ค่าโง่หมื่นล้านโฮปเวลล์ หล่นในมือ ‘เสี่ย อ.’

บริษัทที่สนใจในเดือนพฤศจิกายน 2548 โดยมีการทำข้อตกลงเพื่อที่จะ


จำหน่ายการลงทุน (การถือหุ้น) ของกลุ่มในบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ถือหุ้นเต็มจำนวน และดำเนินการโครงการ BERTS และจากการจำหน่ายบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัดออกไป ทำให้บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง (ฮ่องกง) จำกัด มีกำไรจากการตั้งสำรองความเสียหายก่อนหน้านี้ กลับมาเป็นกำไร 265 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง


ในหมายเหตุ ประกอบงบการเงิน ข้อ 11 (a) บอกว่า “ในระหว่างปี บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง (ฮ่องกง) จำกัด ได้ทำสัญญาขายบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งรับสัมปทานก่อสร้างทางรถไฟและถนนยกระดับในกรุงเทพฯ ให้แก่กลุ่มบริษัทที่สนใจ คิดเป็นมูลค่า 500 ล้านบาท และบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง (ฮ่องกง) จำกัด ยังจะได้รับเงินจากการขายครั้งนี้เพิ่มอีก 20% ของมูลค่าส่วนที่เกินกว่า 2,000 ล้านบาท หากบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับเงินชดเชยจากการดำเนินโครงการโฮปเวลล์ ตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขของสัญญาซื้อ-ขาย”


Wowwwww…โป๊แชะ สิขอรับนายท่าน...


เงินชดเชยค่าโง่โฮปเวลล์ที่ศาลตัดสินให้รัฐบาลไทยจ่าย 24,972 ล้านบาท จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนแน่นอน


บริษัท โฮปเวลล์ ของกอร์ดอน วู เจ้าของโครงการตัวจริงเสียงจริง ที่ขายหุ้นออกไปให้รายใหม่ในวงเงิน 500 ล้านบาท จะได้เงินเพิ่มอีก 20% เท่ากับว่า จะได้เงินค่าโง่ไปรับประทานแค่ 4,000 ล้านบาท....น้อยชะมัด


แต่ผู้ถือหุ้นคนใหม่ ที่ทนายชื่อดังบอกว่าเป็น “เสี่ย อ.” จะได้เงินไปร่วม 20,000 ล้านบาท จากการลงทุน 500 ล้านบาท โอ้โห!


เงินจากภาษีประชาชนที่นำไปจ่ายค่าโง่ 2 หมื่นล้านบาท นี่มันมากขนาดไหน แค่นำไปฝากเงินเฉยๆ กินดอกเบี้ยแบบชาวบ้านทั่วไปแค่ 1-2% จะมีเงินพอกพูนขึ้นมาให้ใช้จ่ายเล่นปีละ 200-400 ล้านบาท อัยหยา!


พรานพยายามสอบถามว่า ใครคือผู้ถือหุ้นใหม่ของบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด และการซื้อหุ้นออกไป ไม่มีใครบอก ได้แต่ส่ง รายนามการถือหุ้นให้ดู...


ช่วยกันตรวจดูหน่อยสิว่า ใครรวยค่าโง่โฮปเวลล์ 20,000 ล้านบาท...พรานฯ สายตาฝ้าฟาง...หูอื้อ ตาไม่ค่อยดี...
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 30905
Location: ADTEC

PostPosted: 02/08/2020 12:22 am    Post subject: Reply with quote

“ลุงตู่” ต้องไปฟ้อง ไล่เบี้ยค่าโง่โฮปเวลล์ 2.3 หมื่นล้าน
หน้า Columnist / ทางออกนอกตำรา
ออนไลน์เมื่อ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เวลา 18:00 น.
ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ทางออกนอกตำรา
โดย... บากบั่น บุญเลิศ
ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3596 หน้า 6
ระหว่างวันที่ 26-29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563


22 กรกฎาคม 2563 เวลา 13.30 น. คนไทยตกตะลึงอ้าปากค้างไปตามๆ กันอีกรอบ เมื่อศาลปกครองกลาง นัดฟังคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด กรณีที่กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้พิจารณาคดีโฮปเวลล์ใหม่ โดยอ้างว่ามีการรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดและมีพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง
ปรากฎว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืน ตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่เคยมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่
ผลที่ตามมาจากการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดทันทีคือ กระทรวงคมนาคม และ รฟท. จะต้องจ่ายค่าเสียหายแก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด 11,888 ล้านบาท ดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี จนถึงปัจจุบันเป็นวงเงินไม่ต่ำกว่า 24,972 ล้านบาท...ก้อนมหึมาทีเดียว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง“ค่าโง่โฮปเวลล์” ความเจ็บปวด ของคนไทย“ศักดิ์สยาม” จ่อสู้คดี “ค่าโง่โฮปเวลล์”เปิดเหตุผลศาลปค.สุงสุดไม่รื้อคดี”ค่าโง่โฮปเวลล์”2.4หมื่นล้านปิดฉาก“ค่าโง่โฮปเวลล์”รัฐต้องจ่าย2.4หมื่นล้านบาท ก่อนหน้านี้ เมื่อวันนี้ 23 ส.ค.2562 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่มาแล้ว เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2562 ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 หมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 ก.ย.2551 ที่ให้ผู้ร้องทั้งสองคือกระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ คืนเงินค่าตอบแทนที่ผู้คัดค้านชำระและใช้เงินในการก่อสร้างโครงการ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้คัดค้าน


“ลุงตู่” ต้องไปฟ้อง ไล่เบี้ยค่าโง่โฮปเวลล์ 2.3 หมื่นล้าน แต่ผู้ร้องทั้งสองได้มีคำร้องยื่นต่อศาลปกครองกลางขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ โดยได้โต้แย้งเรื่องความสามารถในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทยของโฮปเวลล์ ในขณะเข้าทำสัญญาพิพาท โดยพบว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) มีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ซึ่งอาจขัดกับข้อบังคับตามบัญชี ข. ท้ายประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 (ปว.281) ที่ห้ามคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลต่างด้าวประกอบกิจการขนส่งทางบก
ขณะเดียวกัน ได้ยกคำคัดค้านว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดมิได้ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาแห่งคดี ถือว่าเป็นข้อบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม
แต่สุดท้ายของปลายทางแห่งคดี ศาลปกครองสูงสุดสั่งไม่รื้อคดีขึ้นใหม่ ปิดฉากค่าโง่แบบสมบูรณ์พูนสุข..บนความทุกข์บ่นบ่าของคนไทย
วันที่ 23 กรกฎาคม 2563 นักข่าวถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า รัฐบาลจะต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้กับเอกชน 2.4 หมื่นล้านบาทอย่างไร นายกฯ บอกว่า เพิ่งทราบคำตัดสินของศาล เดี๋ยวต้องหาทางต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร
นักข่าวถามว่า จะมอบหมายให้ใครดูแลเป็นพิเศษ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า กระทรวงคมนาคมมีหน้าที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว คราวที่แล้วเป็นผู้ขออุทธรณ์ขึ้นไป ส่วนจะใช้งบประมาณจากไหนนั้น คงต้องไปหาทางต่อไป จะมาตอบตอนนี้ ยังไม่ได้ ท่านก็รู้ว่ารายได้ รายรับ รายจ่ายของเราเป็นอย่างไร แต่มันมีอยู่หลายวิธีการ วันหน้าก็ติดตามกัน ขอให้กระทรวงคมนาคมไปแก้ปัญหาตรงนี้อยู่
แปลง่ายๆ ว่า นายกฯยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินมาจากไหน มาจ่ายค่าโง่ก้อนโต
นักข่าวถาม อาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกฯว่า รัฐบาลต้องชดใช้เงินในจำนวนดังกล่าวใช่หรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่า คำพิพากษาจะเป็นการบังคับคดี ซึ่งการบังคับคดีก็เป็นไปตามกำหนดระยะเวลา ไม่จำเป็นต้องปัจจุบันทันด่วน และก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการเจรจาเหมือนกัน เพราะหลังจากนี้ เราก็ยังสามารถเจรจากับเอกชนได้อยู่ตลอดเวลา ที่ผ่านมาก็เคยเจรจามาแล้ว แต่ในครั้งนั้นไปเกี่ยงอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้ นึกไม่ออก
แปลความว่า รัฐบาลมีทางออกในการจ่ายเงินตามคำสั่งศาลที่ตัดสินและมีสภาพของการบังคับคดีไปแล้วแค่ทางเดียว นั่นคือการเจรจากับเอกชนเพื่อลดจำนวนเงินที่ต้องจ่าย
ประเด็นคือจะเจรจาจาอย่างไร ลดหนี้ค่าโง่ที่รัฐมนตรีผู้มาจากการเลือกตั้งได้ทำกรรมไว้กับประเทศนี้ไว้ได้แค่ไหน
ผมพามาดูนี่ คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด อิงตามคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2551 ว่า ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) จ่ายค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร วงเงิน 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี โดยต้องจ่ายภายใน 180 วัน

“ลุงตู่” ต้องไปฟ้อง ไล่เบี้ยค่าโง่โฮปเวลล์ 2.3 หมื่นล้าน ถ้านับเฉพาะดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมาตั้งแต่ปี 2551 เท่ากับว่า รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 891 ล้านบาท รวมกัน 12 ปี จึงไม่น้อยกว่า 10,699 ล้านบาท และต้องคืนเงินจากหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาท ที่ออกโดยธนาคารกรุงเทพ เงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38 ล้านบาท ให้อีก สิริรวมแล้ว ไม่น้อยกว่า 23,026 ล้านบาท
ดอกเบี้ยที่จ่ายนั้นผมยึดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ระบุใน “มาตรา 655 ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ” นะครับ
การรถไฟจะหามาจากไหนไปจ่ายเขาละพี่น้อง เชื่อหรือไม่ว่างบการเงินของการรถไฟฯ นั้นไม่เป็นปัจจุบัน จนบัดป่านนี้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินยังไม่รับรองงบ และงบที่เปิดเผยก็เป็นปี 2557 โน่น
แต่ผมไปสอบถามมาได้ดังนี้ ปี 2561 รฟท.มีสินทรัพย์รวม 649,198 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ 206,793 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 255,115 ล้านบาท เงินชดเชยตามกฎหมายค้างรับ 166,321 ล้านบาท
มีหนี้สินรวม 604,449 ล้านบาท เป็นหนี้สินจากรายได้เงินอุดหนุนรัฐบาล 311,432 ล้านบาท เงินกู้ยืมระยะยาว 181,428 ล้านบาท มีส่วนของทุนแค่ 44,749 ล้านบาท
ปี 2561 รฟท.มีรายได้รวม 15,770 ล้านบาท เป็นรายได้จากการขนส่ง 5,762 ล้านบาท
อะแฮ่ม รายได้ส่วนนี้กว่า 700 ล้านบาท มาจากการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แต่ตอนนี้ขายให้กลุ่มซีพีไปแล้ว มีรายได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาล 3,857 ล้านบาท รายได้จากการบริหารสินทรัพย์ 3,522 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 27,447.28 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินรถ ค่าใช้จ่ายบำรุงทาง อาณัติสัญญาณ และสิ่งปลูกสร้าง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถจักรและล้อเลื่อน ค่าใช้จ่ายเดินรถขนส่ง ค่าใช้จ่ายระบบขนส่งแอร์พอร์ทเรลลิ้ง 14,796 ล้านบาท
เมื่อนำรายได้จากการขนส่งมาหักลบค่าใช้จ่าย รฟท.ขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 9,033 ล้านบาท
อันนี้ไม่รวมค่าเสื่อมราคา 5,659 ล้านบาท กับค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญอีก 4,316 ล้านบาท หากรวมกันก็พบว่าในปี 2561 รฟท.ขาดทุนไปยับเยิน 14,859 ล้านบาท
ทางออกคือ ต้องไปไล่เบี้ยเอาจากผู้ร่วมกระทำความผิดครับ เพราะคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดนั้นระบุชัดว่า ...
“ข้อโต้แย้งเรื่องความสามารถของบริษัทโฮปเวลล์ ขณะเข้าสัญญา ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติฯ รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญา เป็นบุคคลที่อยู่ร่วมในครม. ย่อมต้องรู้ว่าบริษัทโฮปเวลล์ฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากครม. อีกทั้งกระทรวงคมนาคมฯ ยอมรับในคำขอพิจารณาคดีใหม่ว่า บริษัท โฮปเวลล์ ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนให้ประกอบธุรกิจประเภทที่กำหนดไว้ในบัญชี ค. ท้ายประกาศคณะปฏิวัติฯ และกรณีนิติบุคคลต่างด้าวจะประกอบกิจการตามที่ลงนามในสัญญาจะต้องขออนุญาตจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าก่อน จึงเป็นข้อบัญญัติกฎหมายที่กระทรวงคมนาคมฯ จะปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่ได้ แต่ควรต้องตรวจสอบเรื่องความสามารถของคู่สัญญาก่อนลงนาม อีกทั้งร่างสัญญาจะต้องผ่านการตรวจจากกรมอัยการขณะนั้นก่อนลงนาม
การที่กระทรวงคมนาคม และ รฟท.ไม่ตรวจสอบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และไม่เคยยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นต่อสู้มาก่อน ทั้งในชั้นเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการและในชั้นศาลปกครองเลย จึงเป็นความบกพร่องของกระทรวงคมนาคม และ รฟท.เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าทั้งสองไม่ทราบถึงความมีอยู่ของพยานหลักฐานนั้น ในการพิจารณาคดีครั้งที่แล้วมา โดยมิใช่ความผิดของกระทรวงคมนาคม และ รฟท. ดังนั้นเอกสารที่ทั้งสองกล่าวอ้างจึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ ที่จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ”
อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวลครับ!



“ค่าโง่โฮปเวลล์” ความเจ็บปวด ของคนไทย
คอลัมน์ฐานโซไซตี
โดย... ว.เชิงดอย
ออนไลน์เมื่อ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เวลา 08:00 น.
ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3595 หน้า 4
ระหว่างวันที่ 26-29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563


“ค่าโง่โฮปเวลล์” ความเจ็บปวด ของคนไทย


+++ กลายเป็นภาระ “เงินภาษีอากรของคนไทย” ทั้งชาติ ที่รัฐบาลต้องนำเงินไม่น้อยว่า 25,411 ล้านบาท ไปจ่ายให้กับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ก่อสร้าง “โครงการโฮปเวลล์” ที่เห็นตอม่อตั้งตระหง่านอยู่เลียบถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก (เห็นแล้วเสียความรู้สึกมาก) อันเป็นผลมาจาก “ศาลปกครองสูงสุด” ที่ไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ของ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ...ถือเป็นการ “ปิดฉาก” มหากาพย์เรื่องนี้ ที่ยืดเยื้อยาวนานมานับสิบๆ ปี

+++ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เคยถอดสมการของ “ค่าโง่เมกะโปรเจ๊กต์” ไว้ว่า ตามข้อมูลการลงทุนโครงการที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนฯ (พีพีพี) ระหว่างปี 2523- 2557 มีเพียง 34 โครงการ หรือเฉลี่ยปีละ 1 โครงการ แต่ในช่วงปี 2558-2562 มีมากกว่า 66 โครงการ เฉลี่ย 13 โครงการต่อปี มูลค่ารวม 1.66 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูงมากถึง 57% ซึ่งยังไม่รวมโครงการขนาดการลงทุน 1,000-10,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจลงทุนเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง“ศักดิ์สยาม” จ่อสู้คดี “ค่าโง่โฮปเวลล์”เปิดเหตุผลศาลปค.สุงสุดไม่รื้อคดี”ค่าโง่โฮปเวลล์”2.4หมื่นล้านปิดฉาก“ค่าโง่โฮปเวลล์”รัฐต้องจ่าย2.4หมื่นล้านบาท +++ ดร.มานะ ชี้ว่า โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ มักมาพร้อมกับเงินทุนและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่มีความซับซ้อนทั้งด้านเงินลงทุน การก่อสร้าง การบริหารจัดการ การคิดผลตอบแทน และแผนการบริหารโครงการตลอดอายุสัญญา 30-50 ปี ทำให้มี “ช่อง” ในการครอบงำและคอร์รัปชันเกิดขึ้น โดยมีสาเหตุจาก 1.คนของรัฐบางคนแกล้งโง่ เพราะถูกเบื้องบนสั่งมา หรือไปรับผลประโยชน์จากเอกชน 2.คนของรัฐบางคนไม่ช่ำชอง ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมนักลงทุน หรือบางกรณีก็รีบเร่งเกินไป เพราะถูกกดดันจากเบื้องบน และ 3.มีการเอื้อประโยชน์กันระหว่าง “กลุ่มทุน” กับ “นักการเมือง” หรือคนในรัฐบาล ซึ่งข้อนี้คือ “มหันตภัย” ที่ทวีความเสียหายจากคอร์รัปชันและค่าโง่



+++ ดร.มานะย้ำว่า การที่รัฐตกเป็นจำเลยถูกฟ้องเรียกค่าโง่นับแสนล้านบาทมากถึง 14 คดี นับตั้งแต่ปี 2532 ถึงปัจจุบันถือเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของคนไทย ถึงแม้มีข้อมูลว่าการทำสัญญากับเอกชนในระยะหลังมักมีการผูกปมซ่อนเงื่อนให้รัฐต้องเสียค่าโง่ในอนาคตและต้องจ่ายมากขึ้นในแต่ละครั้ง แต่ก็ยากพิสูจน์ว่าเป็นเพราะคนของรัฐขาดทักษะ ประสบการณ์ ไม่รู้เท่าทันจริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่ แต่ค่าโง่ป้องกันได้ถ้ารัฐเปิดเผยข้อมูล
+++ เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ยังได้เสนอแนะทางออกว่า “เมกะโปรเจกต์” จะเกิดประโยชน์คุ้มค่าได้จริง ก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกเอกชน และการทำสัญญาต้องยึดกติกาที่โปร่งใส รัดกุม ชัดเจนระหว่างกัน คือ “รัฐ” ต้องรักษาเงื่อนไขที่จะควบคุม-แทรกแซงโครงการได้เมื่อจำเป็น ในขณะที่ “เอกชน” ก็ต้องมีความรับผิดชอบเต็มที่ต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการ ที่สำคัญอย่างมากคือ ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะเจ้าของประเทศ โดยรัฐต้องเป็นฝ่ายเชิญชวนสาธารณชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ให้ใครบิดเบือนแทรกแซงได้ จึงจำเป็นที่รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อจะได้ช่วยกันติดตามตรวจสอบในฐานะเจ้าของเงินที่ไม่ควรเสียค่าโง่...
Back to top
View user's profile Send private message
Display posts from previous:   
Reply to topic    Rotfaithai.Com Forum Index -> โครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในอนาคต All times are GMT + 7 Hours
Goto page Previous  1, 2, 3 ... , 84, 85, 86  Next
Page 85 of 86

 

Share |

Jump to:  
You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot vote in polls in this forum

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group


Forums ©

Website Security Test