Ads Service

Main Menu

 
icon_home.gif Homepage
icon_community.gif Members Zone
· ข้อมูลส่วนตัว
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก ข่าวสารส่วนตัว
· บริการเว็บเมล์
· กระดานข่าว
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก กระดานฝากข้อความ
· รถไฟไทยแกลลอรี่
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก รายนามสมาชิก
· แบบสำรวจ
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก สมุดเยี่ยม
· เกี่ยวกับสมาชิก
favoritos.gif News & Stories
· เรื่องทั้งหมด
· เนื้อหาสาระ
· เรื่องสำหรับพิมพ์
· ยอดฮิตติดอันดับ
· ค้นหาข่าวสาร
· ค้นหากระทู้เก่า
nuke.gif Contents
· กำหนดเวลาเดินรถ
· ประเภทขบวนรถโดยสาร
· ข้อมูลเส้นทางรถไฟ
· แผนที่เส้นทางรถไฟ
· อัตราค่าโดยสาร
· คำนวณค่าโดยสารรถไฟ
· รูปแบบการให้บริการรถไฟ
· หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
· ทริปท่องเที่ยวโดยรถไฟ
· ระบบติดตามขบวนรถ
som_downloads.gif Services
· Downloads
· GoogleSearch
· Hotels Booking
· FlashGames
· Wallpaper 1
· Wallpaper 2
· Wallpaper 3
· Wallpaper 4
icon_members.gif Information
· เกี่ยวกับเรา
· นโยบายความเป็นส่วนตัว
· แผนผังเว็บไซต์ฯ
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก ส่งข้อแนะนำติชม
· ติดต่อลงโฆษณา
· แนะนำและบอกต่อ
· สถิติทั้งหมด
· สำหรับผู้ดูแลระบบ
 

Sponsors

 

Ads Service

 

Visitors

 


มีผู้เข้าเยี่ยมชม
สมาชิก:321852
ทั่วไป:39146512
ทั้งหมด:39468364
คน ตั้งแต่
01-08-2004
 


Rotfaithai.Com :: View topic - ข่าวเกี่ยวกับ "ที่ดิน" ของ "รฟท."
 Forum FAQForum FAQ   SearchSearch   UsergroupsUsergroups   ProfileProfile   Log in to check your private messagesLog in to check your private messages   Log inLog in 

ข่าวเกี่ยวกับ "ที่ดิน" ของ "รฟท."
Goto page Previous  1, 2, 3 ... 219, 220, 221
 
Reply to topic    Rotfaithai.Com Forum Index -> ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรถไฟไทย
View previous topic :: View next topic  
Author Message
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 49708
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 27/11/2025 7:48 am    Post subject: Reply with quote

บอร์ดรฟท.ไฟเขียว SRTA เช่าที่ดิน 10 แปลงใหญ่ ปลุกทำเลทอง ดันรายได้ปี69 แตะ 5 พันล.
Source - ผู้จัดการออนไลน์
Thursday, November 27, 2025 at 06:44

บอร์ดรฟท. อนุมัติ SRTA เช่าที่ดิน 10 แปลงใหญ่ มูลค่าเกิน 500 ล้านบาท ปั้นทำเลศักยภาพ ”บางซื่อ -เซ็นทรัล-แม่น้ำ -หัวมุมอตก.-มักกะสัน-หัวหิน-หาดใหญ่” คาดปี 69 รายได้ทรัพย์สินแตะ 5 พันล้านบาท พร้อมดึงพื้นที่สถานี”แอร์พอร์ต เรล ลิงก์”บริหารเองช่วง รอส่งมอบ”ไฮสปีด 3 สนามบิน”

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ครั้งที่ 19/2568 เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 มีมติอนุมัติให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (อทส.) หรือ SRTA ซึ่งเป็นบริษัทลูกของรฟท. เช่าทรัพย์สินของ รฟท.ที่มีมูลค่าที่ดินและหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามที่ SRTA เสนอและมีความพร้อมในการเช่าช่วงดำเนินการ จำนวน 10 รายการ

ได้แก่ 1.บริเวณบางซื่อแปลง E1 (ที่ตั้งกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่)
2. บริเวณย่านพหลโยธิน (ตลาดซันเดย์) (โครงการมิกซ์ จตุจักร)
3. บริเวณพหลโยธิน (แปลงหัวมุม อตก.)
4.บริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน (โครงการเซ็นทรัลลาดพร้าว)
5.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประเภทโรงแรม ที่บริเวณย่านมักกะสัน ซอยเพชรบุรี 31 (ซอยจารุรัตน์)
6.สถานีแม่น้ำ
7.พื้นที่ย่าน RCA
8.หาดใหญ่ แปลง B
9.สนามกอล์ฟรถไฟหัวหิน
10.ที่ดิน ศิลาอาสน์

ทั้งนี้เป็นไปตามแนวทางที่รฟท.จะให้บริษัทลูก เช่าช่วงจากรฟท. โดยคิดราคาไม่น้อยกว่าราคาประเมิน เพื่อนำไปพัฒนา มีระยะเวลาการเช่าเพื่อจัดประโยชน์ 10-30 ปี โดยประเมินว่าในปี 2569 รฟท.จะสามารถเพิ่มรายได้ จากบริหารทรัพย์สิน เป็น 5,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีรายได้ประมาณ 3,900-4,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รฟท.ได้ส่งมอบแฟ้มสัญญาเช่า และการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Non Core) จำนวน 12,233 สัญญา ซึ่งหลังจากนี้ ทาง SRTA จะทยอยเสนอขอเช่าช่วงที่ดินที่มีความพร้อมเข้ามาอีก โดยหากที่ดินและหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่ามากกว่า 500 ล้านบาทจะต้องเสนอบอร์ดรฟท.อนุมัติ แต่หากมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท จะอยู่ในอำนาจผู้ว่าฯรฟท.อนุมัติ โดยคาดว่าจะทยอยเช่าช่วงกันได้ครบในปี 2569

@ดึงพื้นที่เชิงพาณิชย์สถานี”แอร์พอร์ต เรล ลิงก์”บริหารเองช่วง รอส่งมอบ”ไฮสปีด 3 สนามบิน”

นอกจากนี้ บอร์ดรฟท. ยังอนุมัติทบทวนสิทธิการเช่าพื้นที่บริเวณโครงการระบบขนส่งทางรถไฟ เชื่อม ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับ -ส่ง ผู้โดยสารอากาศยาน กรุงเทพฯ (แอร์พอร์ต เรล ลิงก์) จำนวน 8 สถานี จากเดิมที่ให้ SRTA เช่าช่วงดำเนินการ โดยรฟท.นำพื้นที่เหล่านี้กลับมาดำเนินการเอง โดยรฟท.จะมีการทำสัญญากับผู้เช่าพื้นที่โดยตรง ทั้งนี้ เพื่อเตรียมสำหรับการส่งมอบพื้นที่ ให้กับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ผู้ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) ในอนาคต

https://mgronline.com/business/detail/9680000113478
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 49708
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 27/11/2025 7:54 am    Post subject: Reply with quote

เจาะโปรเจ็กต์ร่วมทุนฯ EEC ล่าช้า 6 ปี ตั้งเป้าปี 69 ปิดดีลแก้สัญญา’ไฮสปีด’ ตอกเข็ม’เมืองการบิน-ทลฉ.เฟส 3’
Source - ผู้จัดการออนไลน์
Thursday, November 27, 2025 at 05:35

ผ่านปีที่ 6 ปีแล้ว หลังจากรัฐบาลเริ่มขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)ในส่วนของงานโครงสร้างพื้นฐานหลัก ในพื้นที่ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F, โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 และโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) มีมูลค่าลงทุนรวมสูงถึง 657,393 ล้านบาท แต่มีเพียง ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 เท่านั้นที่มีความคืบหน้าตามเป้าหมาย ส่วนที่เหลือ อีก 4 โครงการ ยังติดหล่มทั้งขอแก้สัญญา ขอปรับเงื่อนไขการพัฒนาใหม่

เริ่มกันที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) มูลค่าลงทุน 224,544.36 ล้านบาท มีการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นเจ้าของโครงการ มีบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซี.พี.) รับสัมปทานระยะเวลา 50 ปี เซ็นสัญญาไปตั้งแต่ วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ต่อมาเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดปัญหาเศรษฐกิจชะลอ เอกชนขอปรับแก้สัญญาร่วมลงทุนฯ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) ได้

การขอแก้ไขสัญญาถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด อีอีซี) เห็นชอบหลักการ 5 ข้อ ไปแล้วแต่มีประเด็นร้อนอย่างการเปลี่ยนวิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน จากเดิมเริ่มจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถ หรือประมาณปีที่ 6 มาเป็นจ่ายในปีที่ 2 เมื่อเริ่มก่อสร้าง หรือเรียกว่า “ก่อสร้างไป จ่ายไป “ตามงวดงานที่ตรวจรับ ซึ่งเมื่อสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาฯที่แก้ไข จึงมีความเห็นว่า เป็นประเด็นทางการเงิน ที่มีกระบวนการตามกฎหมายการดำเนินการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 จึงต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีการผลักดันทันภายใน ”รัฐบาลอนุทิน”

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี เปิดเผยว่า ข้อเท็จจริง ที่ต้องมีการเจรจาแก้ไขสัญญาโครงการฯ เหตุผลสำคัญ เริ่มแรก รฟท.ในฐานะเจ้าของโครงการ ส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนล่าช้า และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายอย่างไม่เหมือนเดิม ไม่สามารถเริ่มการก่อสร้างได้ อีกทั้ง โครงการไม่เป็นไปตามผลการศึกษาที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2560 เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น 2.5% ราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นตาม ส่งผลให้ค่าก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และค่าใช้จ่ายในการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง (O&M) เพิ่มขึ้น 10% ปัจจัยหลัก 3 ตัวนี้ ทำให้ต้นทุนของโครงการ แพงขึ้นมาก

ฝั่งรายได้จากโครงการ ก็มีผลกระทบ โดยเฉพาะพฤติกรรมการเดินทางที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว ส่งผลให้รายได้โครงการที่คาดว่าจะได้รับลดตามไปด้วย เป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่มีแหล่งเงินปล่อยเงินกู้ให้ ซี.พี. ซึ่งแหล่งเงินอย่าง JBIC (ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น) และ China Development Bank (ธนาคารพัฒนาแห่งประเทศจีน) ที่มักจะปล่อยกู็ให้กับโครงการขนาดใหญ่ของไทย ยังมีความเห็นตรงกันว่า โครงการแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไร้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล

“เป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐต้องเจรจาให้เอกชนทำโครงการให้เกิดขึ้น ทาง อีอีซี ต้องการให้โครงการเดินหน้า โดยของการจ่ายเงินอุดหนุนเร็วขึ้น จากปีที่ 6 เป็นปีที่ 2-3 เพื่อให้ลดความเสี่ยง ที่เอกชนต้องไปกู้เงินมาลงทุน ในทางกลับกันถ้ารัฐไม่ทำอะไร โครงการไปต่อไม่ได้ เพราะซี.พี.ไม่ทำ แล้วรัฐเอาไปเร่ขายในตลาด ณ วันนี้ไม่มีใครขอกู้ได้อยู่ดี เพราะโครงการมันไม่คุ้มแล้ว และหากรอไปเรื่อยๆ ค่าก่อสร้างที่ตอนนี้ขึ้นไปแล้ว 5% จะไม่ลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ ค่า O&M ก็ไม่ลด”

@“อู่ตะเภา”กระทบหนัก ผู้โดยสารต่ำเป้า
ส่วนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกมูลค่า 290,000 ล้านบาท พื้นที่กว่า 6,500 ไร่ เซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.​2563 มี บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) รับสัมปทาน เนื่องจากมีเงื่อนไขการออก NTPเริ่มต้นงาน ว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องเริ่มต้นด้วย ประกอบกับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ประมาณการณ์ผู้โดยสารลดลง

ล่าสุด UTA และ EEC ได้หารือและสรุปว่า ไม่รอเงื่อนไขการออก NTP ที่ให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงหารือ เรื่องการลดขนาดการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ในระยะแรกรองรับผู้โดยสารเริ่มต้นที่ 3 ล้านคน/ปี จากเดิมที่ 12 ล้านคน/ปี โดย EEC จะเร่งดำเนินการเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ และนำไปสู่การเสนอขออนุมัติตามขั้นตอน คาดว่าเมื่อมีความชัดเจน เรื่องสิทธิประโยชน์ เรื่องอัตราภาษี และฟรีโซนต่างๆ แล้ว จึงจะออกไปโรดโชว์นักลงทุนได้ และเป็นการเริ่มต้นเดินหน้าโครงการ

@ตีกลับ ข้อเสนอ UTA ลดสเกล ”อู่ตะเภา”จาก 60ล้านเหลือ 20 ล้านคน
นายจุฬากล่าวว่า ปัจจัยที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ UTA ขอลดขนาดการพัฒนาโครงการในระยะแรก โดย EEC ให้ศึกษาวิเคราะห์คาดการณ์อัตราการเติบโตของผู้โดยสารตลอดอายุสัมปทาน 50 ปีใหม่ ด้วย ว่าจะสามารถคงระดับไว้ที่ 60 ล้านคน/ปี ตามเงื่อนไขหรือไม่ ซึ่งล่าสุด UTA ได้ส่งรายงานการศึกษา ที่ประเมินผู้โดยสารเหลือ 20 ล้านคน โดยระบุสมมุติฐาน ว่า สนามบินสุวรรณภูมิ จะพัฒนาศักยภาพรองรับ 120 ล้านคน/ปี และสนามบินดอนเมืองขยายไปที่ 50 ล้านคน/ปี ทำให้ผู้โดยสารไม่มาที่อู่ตะเภา ซึ่ง EEC ไม่รับข้อสมมุติฐานนี้ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ และกระทบต่อเงื่อนไขสัญญา จึงให้ UTA ไปทำการศึกษา ประมาณการณ์ใหม่

ล่าสุด ตกลงกันว่า จะปรับการพัฒนาเฟสแรก เป็น 3 ล้านคน /ปี จากเดิม 12 ล้านคน/ปี ซึ่งขนาด 12 ล้านคน เทียบกับสนามบินภูเก็ต สนามบินเชียงใหม่ ขณะที่ปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภามีผู้โดยสารประมาณ 3 แสนคน/ปี ดังนั้น การไปถึง 3 ล้านคน /ปี ก็ดูพอเป็นไปได้กว่า 12 ล้านคน/ปี อย่างไรก็ตาม ยังคงหลักการว่าหากผู้โดยสารถึงระดับ 80% ของขีดความสามารถ ต้องขยายในเฟสต่อไป ส่วนสุดท้ายปลายทางยังคงเป็ฯที่ 60 ล้านคน/ปี หรือไม่ ต้องพิจารณาร่วมกันหลังจากนี้

@เร่งเปิด”เมืองการบิน”สร้างกิจกรรมเพิ่มผู้โดยสารป้อน”สนามบิน-ไฮสปีด”
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ EEC จะเร่งรัดในเรื่องสิทธิประโยชน์ และจะผลักดันให้ UTA ไปดำเนินการในส่วนของเมืองการบินหรือ Airport City ก่อน เพราะตรงนี้จะมีกิจกรรมหลากหลาย ที่จะทำให้เกิดความต้องการเดินทางตามไป นำไปสู่การพัฒนาอาคารผู้โดยสาร และไฮสปีด ที่จะเป็นประตูสู่เมืองการบิน

นายจุฬากล่าวว่า กรณีเริ่มในส่วนของเมืองการบินก่อนฝั่งสนามบินอู่ตะเภา จะมีประเด็นว่าจะมีการออก NTP อย่างไร เพราะในสัญญากำหนดว่า ออก NTP คือต้องเริ่มงานทั้งหมด ดังนั้นหาก ส่วนของอาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภายังไม่สรุป UTA ขอเริ่มเมืองการบินก่อน EEC จะใช้วิธีให้เช่าพื้นที่ส่วนเมืองการบิน ดำเนินการไปก่อน ไม่สามารถแยก NTP ออกเป็น 2 ส่วนได้

@ม.ค.69 ตั้งเป้าเซ็น MRO กับการบินไทย ลงทุน 1 หมื่นล้าน พัฒนา 210 ไร่
สำหรับ ความคืบหน้าโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา(MRO - Maintenance, Repair, and Overhaul) ขณะนี้ ได้เจรจากับบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในการเช่าพื้นที่ 210 ไร่ ลงทุนพัฒนาเรียบร้อยแล้วโดยมีขั้นตอนที่ การบินไทย จะนำเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯก่อน คาดว่า น่าจะมีการลงนามในสัญญาเช่ากับ EEC ได้ในเดือน ม.ค. 2569

เบื้องต้น การบินไทยแจ้งว่า จะเป็นผู้ยื่นการลงทุนโครงการ MRO โดยตั้งบริษัทลูก ขึ้นมาดำเนินโครงการ ส่วนจะมีการร่วมทุนกับใครเพิ่มเติมอย่างไร เป็นรายละเอียดของการบินไทย โดยประเมินมูลค่าโครงการไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาสัญญาเช่า 50 ปี

สำหรับโครงการ MRO นี้ จะมีผลตอบแทน2 ส่วนคือ ค่าเช่าพื้นที่ และการแบ่งปันผลประโยชน์ จากส่วนแบ่งรายได้แบบขั้นบันได โดยช่วงปีที่ 1-4 เป็นการเริ่มต้นโครงการ จะเก็บค่าเช่าพื้นที่อย่างเดียว และเริ่มคิดส่วนแบ่งรายได้ในปีที่ 5 โดยกำหนดอัตราดังนี้ ปีที่ 5-10 คิดส่วนแบ่งรายได้ 3% ,ปีที่ 11-15 คิดส่วนแบ่งรายได้ 5% และปีที่ 15 เป็นต้นไป คิดส่วนแบ่งรายได้ 7%

@“แหลมฉบังเฟส 3 “ ติดหล่ม สเปกทราย”ถมทะเล”
สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 มูลค่า 84,361 ล้านบาท การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เซ็นสัญญาสัมปทาน กับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล (GPC) เมื่อ วันที่ 26 พ.ย 2564 ขณะที่ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ GPC ได้ เนื่องจากงานถมทะเลมีความล่าช้า และมีประเด็นเรื่องความหนาแน่นของ สเปคทรายถม
สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ได้แก่ งานถมทะเลและเป็นงานประเภทงานก่อสร้างอาคาร ท่าเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค รวมถึงงานก่อสร้างระบบรถไฟ การท่าเรือฯ เป็นผู้ดำเนินการเอง โดยประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ปรากฎว่า งานส่วนที่ 1 คือ งานถมทะเล มีความล่าช้าอย่างมาก โดย การท่าเรือฯ ได้ลงนามสัญญากับกิจการร่วมค้า ซีเอ็นเอ็นซี (CNNC) ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.พริมามารีน บริษัท นทลิน จำกัด และ บริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด (ประเทศจีน) วงเงิน 21,320 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2563 ออกหนังสือเริ่มงาน ( NTP) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2564 ระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญา 4 ปีกำหนดแล้วเสร็จ วันที่ 3 พ.ค. 2568

ที่ผ่านมา มีการขยายสัญญา จากผลกระทบโควิด-19 ค่าปรับเป็น 0 และเหตุสุดวิสัยจากส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ได้ขยายเวลาอีก 442 วัน

ขณะที่กำหนดส่งมอบพื้นที่ถมทะเลในส่วนของท่าเทียบเรือ F1 ให้ กับ GPC ผู้รับสัมปทานตามสัญญา PPP ในเดือนพ.ย. 2568 ก็ยังมีประเด็น เรื่องสเปคทรายถม ที่ตามสัญญาระหว่างกกทท.กับ ผู้รับเหมา CNNC กำหนดสเปคทรายถมแบบหนึ่ง ขณะที่สัญญา ระหว่างกทท.กับ GPC ผู้รับสัมปทาน กำหนดไว้แบบหนึ่ง ซึ่งมีค่าสูงกว่าผู้รับเหมา ทำให้ GPC ยังไม่ยอมรับพื้นที่

@ จ่อขยายสัญญา แลกตอกเข็มเพิ่มความแข็งแรงงานถมทะเล
รายงานข่าวระบุว่า ที่ผ่านมา กทท.มีการหารือเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดย GPC จะเข้าเจาะสํารวจความหนาแน่นของทรายในพื้นที่ถมทะเล F1 เพื่อประเมินว่า จะต้องดําเนินการอย่างไรเพื่อให้ก่อสร้างได้ตามแบบของท่าเทียบเรือ F1 ซึ่งคาดกันว่า อาจจะต้องออกแบบตอกเสาเข็มในพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเพิ่มค่าความหนาแน่นของพื้นที่ ซึ่งการตอกเข็มเพิ่มในพื้นที่ จะทำให้ใช้เวลาการก่อสร้างเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

“ว่ากันว่า จุดนี้ หาก GPC ต้องมีค่าใช้เพิ่มขึ้นจากสัญญา อาจต้องมีการเสนอขอปรับขยายเวลาสัมปทาน และปรับผลประโยชน์ตอบแทนที่จะต้องคืนให้กับกทท.ใหม่ เพื่อชดเชยหรือไม่ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องเร่งสรุปภายใน พ.ย.หรือธ.ค.นี้ เพราะกรณีต้องปรับแก้สัญญา ต้องมีขั้นตอน PPP อีกระยะหนึ่ง ขณะที่ การส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F2 ในเดือนมิ.ย. 2569 ก็มีประเด็นสเปกทรายถมเหมือนกัน”

ล่าสุด ส่วนที่ 1 งานก่อสร้างงานทางทะเล ณ วันที่ 21 พ.ย. 68 มีผลงาน 84.490% ล่าช้า 6.374% (แผนงาน 90.864%)

นายจุฬากล่าวว่า ปัญหาเรื่องการส่งมอบพื้นที่ให้ ทาง GPC ซึ่งยังไม่ยอมรับสเปคทรายถม งานถมทะเล ของกทท.นั้น ทราบว่า อยู่ระหว่างหาวิธีแก้ไข ซึ่งทางออก อาจจะต้องตอกเสาเข็มทั่วพื้นที่ ซึ่งทำให้เวลาเพิ่มอีกประมาณ 1 ปีครึ่ง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้ง 2 ส่วนนี้ ใครจะรับผิดชอบและใช้รูปแบบอย่างไร

เป้าหมายการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 คาดว่าเปิดให้บริการในท่าเรือ F1 ได้ในต้นปี 2571 ซึ่งล่าช้ากว่าเป้าหมายเดิมที่จะเปิดดำเนินการภายใน ปี 2570 แต่ในภาพรวมอาจไม่มีผลกระทบมากนักเพราะขีดความสามารถของท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบัน ยังรองรับได้ไปอีกระยะหนึ่ง

ประเมิน 4 โครงการ PPP ของ EEC ล่าสุด MRO และ ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน น่าจะมีโอกาสได้เริ่มต้น ในปี 2569 โดยเฉพาะไฮสปีด ที่ล่าช้ามากว่า 6 ปี เพราะ ท่าที”ซี.พี.”ค่อนข้างชัดเจน ว่าต้องการเดินหน้า ขณะที่ปัญหาการแก้ไขสัญญา แนวโน้มน่าจะได้รับการแก้ไขเร็วๆนี้ หากในเดือนธ.ค.นี้ ครม.เห็นชอบ เรื่องเปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน จะเหลือขั้นตอนการแก้ไขสัญญาที่คาดว่าจะเสนอบอร์ดกพอ.ในต้นปี 69 และเสนอครม. อนุมัติ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นแล้วเพราะผ่านขั้นตอนมาครบถ้วน จึงคาดหวังว่า ไฮสปีด 3 สนามบิน น่าจะได้เริ่มตอกเข็มกันในปี 2569 รวมถึง เมืองการบิน ของ UTA ที่จะได้เริ่มตามกันไป…และน่าจะฟื้นความเชื่อมั่นหนุนการลงทุนในพื้นที่อีกด้วย!!!

https://mgronline.com/business/detail/9680000113471
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 45678
Location: NECTEC

PostPosted: 01/12/2025 12:53 am    Post subject: Reply with quote

คนไทยมีเฮ..ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้พลักดัน การรถไฟแห่งประเทศ เซ็นการฟ้องขับไล่ ผู้มีอิทธิพล เขากระโดง ได้สำเร็จ
นี่คืออีก #1ฮีโร่ของคนไทย ที่ได้พยายาม ทวงคืนผืนแผ่นดิน กลับคืนให้กับคนไทยมาตลอด ขอขอบคุณ #ทนายอั๋นบุรีรัมย์
https://www.facebook.com/watch/?v=1597806651419370
https://www.facebook.com/watch/?v=1488254645605094
Back to top
View user's profile Send private message
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 49708
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 17/12/2025 11:10 am    Post subject: Reply with quote

รฟท.ลุยพัฒนาที่ดินย่านบางซื่อ
Source - ไทยโพสต์
Wednesday, December 17, 2025 at 05:17

ไทยโพสต์ * "การรถไฟฯ" เร่งเครื่องพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ย่านสถานีกลางบางซื่อ นำร่องปี 69 ลุยพื้นที่แปลง E เป็นโซนแรก ทุ่มงบ 4,500 ล้านบาท สร้างอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ คาดใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี แล้วเสร็จปี 71

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ว่า ขณะนี้ รฟท.ได้อนุมัติให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (อทส.) หรือ SRTA เช่าที่ดิน 10 แปลงใหญ่ที่มีมูลค่าทรัพย์สินเกินกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไปทั่วประเทศ เพื่อนำมาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ และสร้างรายได้ให้แก่ รฟท. โดยเป้าหมายการพัฒนาคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ รฟท.จะได้รับต้องไม่น้อยกว่าผลประโยชน์ที่ รฟท.ได้รับอยู่เดิม ซึ่งเบื้องต้นที่ดินจำนวน 10 แปลง มีมูลค่าทรัพย์สิน (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) ตามราคาประเมินธนารักษ์ รวมกว่า 27,500 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถพัฒนาสร้างรายได้กว่า 1 แสนล้านบาท

นายอนันต์กล่าวว่า ที่ดิน 10 แปลงใหญ่ที่ได้รับการอนุมัติให้ SRTA ไปดำเนินการนั้น สถานะปัจจุบันทราบว่า SRTA อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาภาพรวมทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้เสนอต่อกระทรวงคมนาคม และ รฟท. โดยในเบื้องต้นมีแผนพัฒนาแปลงแรกที่มีความพร้อม คือ ที่ดินย่านสถานีกลางบางซื่อ ส่วนของที่ดินแปลง E ซึ่งจะพัฒนาเป็นอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ MOT Smart Building ปัจจุบันได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว มีแผนจะเริ่มพัฒนาในปีงบประมาณ 2569

สำหรับแผนพัฒนาอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2568 ได้พิจารณาอนุมัติให้ตั้งงบ ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประ มาณ พ.ศ.2569 สำหรับรายการ งบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ของสำนักงานปลัด กระทรวงคมนาคม คือ โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ระยะเวลาดำ เนินการ ปี 2569-2571 วงเงินรวม 4,500 ล้านบาท.

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 17 ธ.ค. 2568
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 45678
Location: NECTEC

PostPosted: 19/12/2025 10:50 am    Post subject: Reply with quote

Mongwin wrote:
บอร์ดรฟท.ไฟเขียว SRTA เช่าที่ดิน 10 แปลงใหญ่ ปลุกทำเลทอง ดันรายได้ปี69 แตะ 5 พันล.
Source - ผู้จัดการออนไลน์
วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 06:44 น.


https://mgronline.com/business/detail/9680000113478

Mongwin wrote:
รฟท.ลุยพัฒนาที่ดินย่านบางซื่อ
Source - ไทยโพสต์
วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 05:17 น.

ไทยโพสต์ * "การรถไฟฯ" เร่งเครื่องพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ย่านสถานีกลางบางซื่อ นำร่องปี 69 ลุยพื้นที่แปลง E เป็นโซนแรก ทุ่มงบ 4,500 ล้านบาท สร้างอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ คาดใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี แล้วเสร็จปี 71

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 17 ธ.ค. 2568

รฟท. ลุยพัฒนาที่ดินย่านบางซื่อ นำร่องปี 69 สร้าง "ตึก ก.คมนาคม" แห่งใหม่

ข่าวนโยบายรัฐ
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 15:01 น.

รฟท. เดินหน้าพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ย่าน “สถานีกลางบางซื่อ” นำร่องปี 2569 ลุยพื้นที่แปลง E เป็นโซนแรก ทุ่มงบ 4,500 ล้านบาท สร้าง MOT Smart Building อาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ คาดใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี แล้วเสร็จปี 2571

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยระบุว่า ขณะนี้ รฟท.ได้อนุมัติให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (อทส.) หรือ SRTA เช่าที่ดิน 10 แปลงใหญ่ ที่มีมูลค่าทรัพย์สินเกินกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไปทั่วประเทศ เพื่อนำมาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ และสร้างรายได้ให้แก่ รฟท.

โดยเป้าหมายการพัฒนาคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ รฟท. จะได้รับต้องไม่น้อยกว่าผลประโยชน์ที่ รฟท. ได้รับอยู่เดิม ซึ่งเบื้องต้นที่ดินจำนวน 10 แปลง มีมูลค่าทรัพย์สิน (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) ตามราคาประเมินธนารักษ์ รวมกว่า 27,500 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถพัฒนาสร้างรายได้กว่า 1 แสนล้านบาท ประกอบด้วย

1. พื้นที่บางซื่อ แปลง E1 (ที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่) ขนาดพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ 0 งาน 33.6 ตรว.

2. บริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน (เซ็นทรัลลาดพร้าว) ขนาดพื้นที่รวม (ตามขอบเขตใช้ประโยชน์จริง) ประมาณ 46 ไร่ 2 งาน 73.31 ตารางวา
3. บริเวณย่านพหลโยธิน (ตลาดซันเดย์) (มิกซ์ จตุจักร) ขนาดพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ 2 งาน 31.9 ตารางวา
4. โรงแรมที่บริเวณย่านมักกะสัน ซอยเพชรบุรี 31 (ซอยจารุรัตน์) ขนาดพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา (โรงแรม Eastin Hotel)
5. บริเวณย่านพหลโยธิน (แปลงหัวมุม อตก.) ขนาดพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ 0 งาน 84.3 ตารางวา

6. บริเวณสถานีศิลาอาสน์ ขนาดพื้นที่ประมาณ 257 ไร่ 0 งาน 73.3 ตารางวา
7. สนามกอล์ฟหัวหิน และโรงแรมกอล์ฟอินหัวหิน ขนาดพื้นที่ประมาณ 558 ไร่ 2 งาน 60.2 ตารางวา
8. บริเวณสถานีหาดใหญ่ แปลง B ขนาดพื้นที่ประมาณ 13 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา
9. บริเวณสถานีแม่น้ำ ขนาดพื้นที่ประมาณ 220 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา และ
10. บริเวณแนวเส้นทางสายบางซื่อ - คลองตัน (พื้นที่ RCA โครงการ 3–4–5) ขนาดพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ 0 งาน 66 ตารางวา

...


นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ที่ดิน 10 แปลงใหญ่ที่ได้รับการอนุมัติให้ SRTA ไปดำเนินการนั้น สถานะปัจจุบันทราบว่า SRTA อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาภาพรวมทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้เสนอต่อกระทรวงคมนาคม และ รฟท. โดยในเบื้องต้นมีแผนพัฒนาแปลงแรกที่มีความพร้อม คือ ที่ดินย่านสถานีกลางบางซื่อ ส่วนของที่ดินแปลง E ซึ่งจะพัฒนาเป็นอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ MOT Smart Building ปัจจุบันได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว มีแผนจะเริ่มพัฒนาในปีงบประมาณ 2569

“ที่ดินแปลง E จะเป็นที่ดินแปลงใหญ่แห่งแรกที่ได้รับการพัฒนาในแผนพัฒนาที่ดินย่านสถานีกลางบางซื่อ เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่มีความพร้อม และจะพัฒนาเป็นที่ตั้งของกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ โดยกระทรวงฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี 2569 ดังนั้นในปีหน้าจะเริ่มดำเนินการทันที ส่วนแปลงอื่นๆ ก็จะต้องรอดูแผนภาพรวมของ SRTA”

สำหรับที่ดินแปลง E มีที่ตั้งบริเวณด้านทิศเหนือของแปลงพัฒนาย่านสถานีกลางบางซื่อติดที่ดินเอกชน ทิศตะวันออกติดกับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ทิศใต้ติดกับสำนักงานใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ทิศตะวันตกติดกับคลองเปรมประชากร โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 138 ไร่

ซึ่งมีความชัดเจนแล้วว่าจะพัฒนาพื้นที่แปลง E1 เป็นอาคารกระทรวงคมนาคม ภายใต้คอนเซปต์ MOT Smart Building เป็นอาคารประหยัดพลังงาน รองรับเจ้าหน้าที่ และข้าราชการจำนวนไม่น้อยกว่า 1,200 คน พื้นที่ใช้สอยหลัก และทางเดินส่วนของสำนักงานราว 156,000 ตารางเมตร มีพื้นที่ส่วนกลาง 30,000 ตารางเมตร และพื้นที่จอดรถยนต์ 62,000 ตารางเมตร รองรับ 1,550 คัน

นอกจากนั้น ตามแผนพัฒนาอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2568 ได้พิจารณาอนุมัติให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สำหรับรายการงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ของสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม คือ โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ระยะเวลาดำเนินการ ปี 2569 – 2571 วงเงินรวม 4,500 ล้านบาท

โดยกระทรวงคมนาคมจะนำงบประมาณดังกล่าวมาดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมทดแทนอาคารที่ปัจจุบันตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินนอก เนื่องจากอาคารเดิมนั้นมีรูปแบบอาคารสถาปัตยกรรมที่สวยงามและสมควรที่จะอนุรักษ์ไว้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของถนนสายวัฒนธรรมที่ควรมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกันตลอดแนวถนนราชดำเนินนอก จึงไม่เหมาะสมที่จะต่อเติม ขยาย หรือทุบ เพื่อสร้างอาคารขึ้นใหม่

อย่างไรก็ดี ตามแผนงานกระทรวงคมนาคมคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 และก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ทันที ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ย่านสถานีกลางบางซื่อ เนื่องจากอนาคตพื้นที่นี้จะเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคม โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างราว 3 ปีแล้วเสร็จ ดังนั้นจึงประเมินว่าจะสามารถย้ายอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมไปในพื้นที่ใหม่ได้ราวปี 2571.
https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2902514
รฟท.ขุดที่ดินแสนล้านประมูล-เช่ายาว ต่อสัญญา‘เซ็นทรัล-RCA’
ฐานเศรษฐกิจ
ออนไลน์เมื่อ : วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 05:41 น.
อัปเดตล่าสุด : วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 09:01 น.


รฟท. โดยบริษัทลูก SRTA เตรียมนำที่ดินทำเลทอง 10 แปลงออกประมูลให้เอกชนเช่าระยะยาวเพื่อสร้างรายได้
รฟท. อยู่ระหว่างเจรจาต่อสัญญาเช่าที่ดินกับกลุ่มเซ็นทรัล (CPN) บริเวณห้าแยกลาดพร้าวที่จะหมดสัญญาในปี 2571 โดยคาดว่าสัญญาใหม่ 20 ปีจะมีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท
ที่ดินย่าน RCA ซึ่งหมดสัญญาไปแล้ว กำลังเจรจาต่อสัญญาเช่าอีก 30 ปีกับผู้เช่ารายเดิม เพื่อพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส


ที่ดินทำเลทองของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อบริษัท เอสอาร์ที แอสเสทจำกัด หรือ SRTA บริษัทลูกของรฟท.ได้รับมอบหมายให้นำที่ดินจำนวน 10 แปลงศักยภาพออกประมูลให้เอกชนเช่าระยะยาวสร้างรายได้ ทั้งนี้นอกจาก ที่ดินแปลงE1 เนื้อที่ 21 ไร่ มีเป้าหมายพัฒนาเป็นที่ตั้งอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่แล้วยังมีที่ดินอีกหลายแปลงที่เป็นไฮไลต์ เริ่มจาก

1. ที่ดินบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน47.22ไร่ หรือห้าแยกลาดพร้าว ที่มีกำหนดสิ้นสุดสัญญาเช่า 20ปี ในวันที่ 18 ธันวาคม 2571 พื้นที่รวม 310,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว โซนพลาซ่า โรงแรม ศูนย์ประชุม และอาคารสำนักงาน

โดยปัจจุบันย่านดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปมาก กลายเป็นทำเลศักยภาพ ศูนย์กลางการเดินทางทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร ที่นอกจากจะมีสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์แล้วยังมีรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายพาดผ่าน สร้างความเจริญกลายเป็นย่านอยู่อาศัยและแหล่งงานแห่งใหม่

รวมถึงบริเวณใกล้เคียงยังมีโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนเกิดขึ้น อย่างโครงการมิกซ์ยูสของ บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด(มหาชน) หรือCPN โดยเฉพาะศูนย์การค้าแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ “เซ็นทรัล พหลโยธิน” คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี2571 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว บนที่ดินรฟท.จะหมดอายุสัญญาพอดี และมีเป้าหมายว่าจะพัฒนาทางเชื่อมระหว่างศูนย์การค้าแห่งใหม่กับ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวเข้าด้วยกัน

ขณะราคาที่ดินขยับร้อนแรงสูงกว่า1ล้านบาทต่อตารางวา รวมถึงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ที่ดินแปลงนี้เป็นที่หมายปองของกลุ่มนักลงทุนระดับแถวหน้าของเมืองไทยอย่างเลี่ยงมิได้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานการยืนยันจากรฟท.ว่าได้เจรจาสัญญากับบริษัท เซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนาจำกัด ที่ปัจจุบันบริหารงานโดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนาจำกัด (มหาชน) หรือ CPN สนใจจะต่อสัญญาออกไป

ประเมินว่า หากมีการต่อสัญญา เชื่อว่า กลุ่มเซ็นทรัลจะต้องเพิ่มค่าเช่าผลตอบแทนให้กับรฟท.ตามความเจริญที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกันทางกลุ่มเซ็นทรัล มีความพร้อมเจรจาเพื่อต่อสัญญา

ขณะนี้อยู่ระหว่างรฟท.ให้ SRTA ทำรายละเอียดข้อมูลเพื่อเปิดโต๊ะเจรจากับกลุ่มเซ็นทรัล ภายใต้เงื่อนไข ผลตอบแทนที่จะได้ต้องไม่ต่ำกว่าครั้งที่สองที่กลุ่มเซ็นทรัลเสนอเช่า 20 ปี วงเงิน 21,298 ล้านบาท

สอดคล้องกับ นายโสภณ พรโชคชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิประเมินค่า-นายหน้าแห่งประเทศไทยและประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าที่ดินสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน ของรฟท.ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าเช็นทรัลลาดพร้าวในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงสูงมาก และประเมินคร่าวๆว่า หากเซ็นทรัลจะเช่าต่ออีก 20 ปี จากปี 2571 ถึงปี 2591 มูลค่าค่าเช่าน่าจะอยู่ที่กว่า 3 หมื่นล้านบาทขึ้นไป จากก่อนหน้านี้ บริษัทเคยประเมินไว้ที่กว่า 2 หมื่นล้านบาท ตลอดสัญญาเช่า 20 ปี

อย่างไรก็ตามมองว่าตามข้อเท็จจริงที่ดินเป็นของรฟท.และเป็นที่ดินแปลงใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนที่สูง รฟท.ควรนำที่ดินแปลงดังกล่าวออกเปิดประมูลเพื่อให้เกิดการแข่งขันเป็นการทั่วไป แต่เนื่องจาก ตามเงื่อนไขสัญญาต้องให้สิทธิ ผู้เช่ารายเดิมก่อน ซึ่งเข้าใจว่าทางเช็นทรัลจะขอเช่าต่อ

เนื่องจาก ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ เพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดิน สามารถสร้างได้มากถึง 6แสนตารางเมตร จากเดิม 3แสนตารางเมตร (พื้นที่สีแดง ประเภทพาณิชยกรรม) ดังนั้นหากรื้อทิ้งแล้วสร้างขึ้นใหม่น่าจะคุ้มค่า เพราะก่อนหน้านี้ เซ็นทรัลมี คอนแวนชันเซ็นเตอร์ ที่ประสบความสำเร็จเป็นรายแรกๆหากพัฒนาใหม่จะมีรูปแบบคล้ายโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค ที่สามารถพัฒนาได้หลายฟังก์ชัน บนพื้นที่ 47 ไร่

ด้านแหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ที่ดินแปลงดังกล่าว มีกลุ่มทุนหลายค่ายให้ความสนใจ อาทิ กลุ่มเดอะมอลล์ กลุ่มซีพี กลุ่มสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี และกลุ่มเซ็นทรัลเอง ต้องการ เช่าต่อ เนื่องจากต่อเนื่องอีก 20 ปี เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนและต่อยอด ให้กับโครงการมิกซ์ยูสและศูนย์การค้าเซ็นทรัลพหลโยธินในอนาคต เพราะหากรายอื่นคว้าที่ดินแปลง 47 ไร่ไปเท่ากับเป็นคู่แข่งสำคัญกับโครงการใหม่ของเซ็นทรัลพัฒนา

สำหรับรายละเอียดสัญญาของแปลงที่ดินบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน หรือศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน เริ่มต้นเช่าครั้งแรกเมื่อปี 2521 ครบสัญญารอบแรก 30 ปี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2551จากนั้นได้เจรจาต่อสัญญาอีก 20 ปี ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2551-วันที่ 18 ธันวาคม 2571 โดยรฟท.ได้ผลตอบแทนคิดเป็นวงเงินรวมตลอดอายุสัญญา 21,298 ล้านบาททั้งนี้ในปัจจุบันสัญญาเหลือเวลา 3 ปี ขณะที่ค่าเช่าที่เหลือ ซึ่งเซ็นทรัลต้องจ่ายตามสัญญานั้น ปี 2568 จำนวน 1,470.859 ล้านบาท

นอกจากที่ดินสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน หรือบริเวณห้าแยกลาดพร้าวแล้ว ยังมีที่ดินของรถไฟที่น่าสนใจสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจให้กับรฟท.ได้ นั่นคือ

2. ที่ดินบริเวณแนวเส้นทางสายบางซื่อ-คลองตัน โครงการรอยัล ซิตี้ อเวนิว (พื้นที่ RCA โครงการ 3-4-5) ขนาดพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ 0 งาน 66 ตรว.ซึ่งเป็นสถานบันเทิงย่านพระรามเก้า กรุงเทพฯ ที่หมดอายุสัญญาไปตั้งแต่ปี2565 โดยกลุ่มโสภณพนิช (บริษัท นารายณ์ร่วมพิพัฒน์ จำกัด) ซึ่งปัจจุบันยังคงบริหารพื้นที่ RCAโดย รฟท.ต่อสัญญาให้ปีต่อปี แต่ล่าสุด บริษัท นารายณ์ร่วมพิพัฒน์ จำกัดได้เจรจาขอต่ออายุสัญญา กับรฟท.อีก30ปี นับจากหมดสัญญา และมีแผนปรับโฉมใหม่ ให้เป็นเมืองมิกซ์ยูส เนื่องจาก ย่านพระราม 9 เกิดการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่น่าจับตาทั้งรถไฟฟ้า ทางพิเศษ(ทางด่วน) พาดผ่านตลอดจนการพัฒนาเกิดขึ้นรายรอบ

3. ที่ดินรถไฟ อีกแปลงที่มีศักยภาพ ได้แก่ บริเวณสถานีแม่น้ำ ขนาดพื้นที่ประมาณ 220 ไร่ 3 งาน 41 ตรว.ทำเลติดแม่น้ำเจ้าพระยา โซนยานนาวา ริมถนนเชื้อเพลิง (ถนนพระราม 4) ที่เชื่อมกับ โครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนได้หาก นำออกพัฒนาจะสร้างมูลค่าสูงให้กับพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมี
4. ที่ดินบริเวณย่านพหลโยธิน (ตลาดซันเดย์) (มิกซ์ จตุจักร) ขนาดพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ 2 งาน 31.9 ตรว.
5. ที่ดินโรงแรมที่บริเวณย่านมักกะสัน ซอยเพชรบุรี 31 (ซอยจารุรัตน์) ขนาดพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 34ตรว.
6. ที่ดินบริเวณย่านพหลโยธิน (แปลงหัวมุม อตก.) ขนาดพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ 0 งาน 84.3 ตรว.ที่ดิน
7. บริเวณสถานีศิลาอาสน์ ขนาดพื้นที่ประมาณ 257ไร่ 0 งาน 73.3 ตรว.
8. ที่ดินสนามกอล์ฟหัวหิน และโรงแรมกอล์ฟอินหัวหิน ขนาดพื้นที่ประมาณ 558 ไร่ 2 งาน 60.2 ตรว.
9. ที่ดินบริเวณสถานีหาดใหญ่ แปลง B ขนาดพื้นที่ประมาณ 13 ไร่ 2 งาน 49 ตรว.
10. ที่ดินบริเวณย่านสถานีกลางบางซื่อแปลง E1 (ที่ตั้งกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่) ขนาดพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ 0 งาน 33.6 ตรว.

Note: ที่ดินรถไฟบริเวณสถานีแม่น้ำ ถ้าจะให้ได้ผลเต็มศักยภาพก็ควรพิจารณาทำรถไฟสายสีแดงจากสถานีกลางมักกะสันและทำสถานีเพลินจิตและสถานีคลองเตยเชื่อมรถไฟฟ้าทั้งบีทีเอสและสถานีรถใต้ดิน โดยที่สถานีคลองเตยต้องเชื่อมศูนย์การประชุมแห่งชาติศูนย์สิริกิติ์ด้วย แม้จะต้องเวนคืนทำทางสายเหลี่ยมมักกะสัน ในส่วนที่อยู่นอกที่ดินรถไฟก็ตามที

ส่วนที่ย่าน RCA นั้น เพิ่มสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงที่สถานีคลองตัน แต่ถ้าห่างจาก RCA เกินไป ให้ขยับสถานีคลองตันใหม่ให้ใกล้ RCA เข้ามาแต่ก็ต้องเตรียมทำ Interchange กะ รถไฟฟ้าสายสีเทาด้วยนะครับ
https://www.thansettakij.com/real-estate/646917
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 45678
Location: NECTEC

PostPosted: 24/12/2025 12:27 pm    Post subject: Reply with quote

รฟท. ลงนามสัญญาจ้าง SRTA บริหารสัญญาเช่าการรถไฟฯ ระยะเวลา 3 ปี วงเงินกว่า 517.9 ล้านบาท
.
วันที่ 17 ธันวาคม 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ลงนามในสัญญาจ้างบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) เพื่อดำเนินงานบริหารสัญญาเช่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นระยะเวลา 3 ปี รวม วงเงินค่าจ้างทั้งสิ้น 517.9 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยพิธีลงนามสัญญาดังกล่าวมีนายอนันต์ โพธิ์ นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป กรรมการบริษัท รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เป็นผู้ลงนามในสัญญา
.
การว่าจ้างในครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ในการประชุมครั้งที่ 20/2568 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ซึงมีมติอนุมัติให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เป็นผู้รับจ้างบริหารสัญญาเช่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ภายใต้ขอบเขตงานที่กำหนด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทรัพย์สิน การกำกับดูแลสัญญาเช่า และการสร้างรายได้จากทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระยะยาว
.
ทั้งนี้ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ได้ยื่นขอเสนอราคาค่าจ้างบริหารสัญญาเช่าการรถไฟแห่ง ประเทศไทย เป็นจำนวนเงิน 517,900,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมและต่ำกว่าราคากลาง และได้รับ ความเห็นชอบจากคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยให้ดำเนินการตามขั้นตอนการทำสัญญาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
.
การลงนามสัญญาในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างกลไกการบริหารจัดการทรัพย์สินของการ รถไฟแห่งประเทศไทยให้มีความเป็นระบบ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่า และรายได้ขององค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป
.
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122176772408385244&id=61561557327483
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 45678
Location: NECTEC

PostPosted: 06/01/2026 9:23 am    Post subject: Reply with quote

ลุ้น บอร์ด รฟท. ตีกลับแผนต่อสัญญา "เซ็นทรัลลาดพร้าว" ขอทบทวนรายละเอียด
ข่าวนโยบายรัฐ
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 11:21 น.

บอร์ด รฟท. รับทราบผลเจรจาต่อสัญญาเช่าพื้นที่เซ็นทรัลลาดพร้าว หลังกลุ่มเซ็นทรัลเสนอแผนลงทุนปรับปรุงอาคาร ด้านบอร์ดยังไม่อนุมัติ มอบอนุกรรมการทรัพย์สินพิจารณารายละเอียด ตรวจผลตอบแทน-กฎหมายรอบคอบ และพิจารณาให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ได้รับทราบรายงานผลการเจรจาเบื้องต้นระหว่างบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ รฟท. ที่รับผิดชอบการบริหารทรัพย์สิน กับบริษัท เซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด เกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ศูนย์การค้าบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน หรือโครงการเซ็นทรัลลาดพร้าว

นายอนันต์ กล่าวว่า การนำเสนอในที่ประชุมครั้งนี้เป็นเพียงรายงานผลการเจรจาในเบื้องต้น ยังไม่มีการพิจารณาอนุมัติแผนใด ๆ โดย SRTA ได้รายงานแนวคิดการลงทุนและการปรับปรุงทรัพย์สินเดิมของโครงการ ซึ่งเป็นอาคารที่เปิดใช้งานมาแล้วมากกว่า 30 ปี ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัลได้เสนอแผนลงทุนเพิ่มเติมวงเงินประมาณ 4,500 ล้านบาท เพื่อดำเนินการปรับปรุงและยกระดับทรัพย์สินเดิม ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคาร โครงสร้างเพื่อรองรับแผ่นดินไหว รวมถึงระบบงานภายในหรือระบบ E&M เช่น บันไดเลื่อน ระบบปรับอากาศ และงานระบบสำคัญอื่น ๆ ที่ใช้งานมาเป็นเวลานาน


“แผนดังกล่าวกำหนดให้เริ่มดำเนินการปรับปรุงหลังจากสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลงในปี 2571 โดยเป็นการทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ระยะเวลา 30 ปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนในระยะยาวเพื่อเพิ่มมูลค่าและความปลอดภัยของทรัพย์สินในอนาคต โดย บอร์ด รฟท. ยังไม่ได้มีมติอนุมัติแผนการลงทุนหรือการต่อสัญญาเช่าดังกล่าวแต่อย่างใด โดยได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านทรัพย์สินพิจารณารายละเอียดในเชิงลึกเพิ่มเติม ทั้งในด้านผลตอบแทนทางการเงิน แผนการลงทุน ความคุ้มค่าในระยะยาว รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ก่อนจะนำเรื่องกลับมาเสนอให้บอร์ด รฟท. พิจารณาอนุมัติอย่างเป็นทางการอีกครั้ง” นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักการสำคัญในการประเมินโครงการใหม่ คือการพิจารณาภาพรวมตลอดอายุสัญญา ทั้งมูลค่าการลงทุนและผลตอบแทนที่ รฟท. จะได้รับ โดยมูลค่าปัจจุบันสุทธิของโครงการจะต้องไม่ต่ำกว่ามูลค่าเดิม ขณะเดียวกัน การลงทุนเพิ่มเติมถือว่ามีความจำเป็น เนื่องจากอาคารและโครงสร้างมีอายุการใช้งานยาวนาน และต้องยกระดับให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเสริมความแข็งแรงของอาคารและการรองรับเหตุแผ่นดินไหว

สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่เซ็นทรัลลาดพร้าวนั้น ถือเป็นหนึ่งใน 10 แปลงที่ดินขนาดใหญ่ของ รฟท. ที่มีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่า 500 ล้านบาท ซึ่ง SRTA ได้รับมอบหมายจากบอร์ด รฟท. ให้นำมาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ให้กับองค์กร โดยโครงการเซ็นทรัลลาดพร้าวไม่ใช่โครงการเดียวที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาทรัพย์สินหลายแปลงควบคู่กันไป ซึ่งล้วนอยู่ในวาระเร่งด่วนที่ต้องรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ SRTA ได้จัดทำแผนเสนอให้ รฟท. พิจารณา เพื่อผลักดันให้ทรัพย์สินทั้ง 10 แปลงสามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่การรถไฟแห่งประเทศไทยภายในปี 2569 แม้แต่ละแปลงจะมีความคืบหน้าที่แตกต่างกันไปตามลักษณะพื้นที่และศักยภาพของโครงการก็ตาม

นายอนันต์ กล่าวถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการว่า โครงการที่มีมูลค่าทรัพย์สินหรือวงเงินลงทุนเกิน 500 ล้านบาท จะต้องเสนอให้คณะกรรมการ รฟท. พิจารณาอนุมัติ ขณะที่โครงการที่มีมูลค่าน้อยกว่า 500 ล้านบาท สามารถให้ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยพิจารณาดำเนินการได้โดยตรง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการทรัพย์สิน พร้อมยืนยันว่า การพัฒนาและบริหารทรัพย์สินผ่าน SRTA จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ อำนวยความสะดวกแก่ผู้เช่าและประชาชน และสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยในระยะยาว.
https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2904852
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 45678
Location: NECTEC

PostPosted: 06/01/2026 9:44 am    Post subject: Reply with quote

บอร์ด รฟท.ตีกลับผลเจรจาต่อสัญญา ‘เซ็นทรัลลาดพร้าว’ 4.5 พันล้าน
หน้าเศรษฐกิจ-นโยบาย
อนัญญา จั่นมาลี
วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 08:15 น.


บอร์ด รฟท. มีมติให้บริษัทลูก (SRTA) กลับไปทบทวนผลการเจรจาต่อสัญญาเช่าที่ดินกับเซ็นทรัลลาดพร้าว โดยให้พิจารณาผลตอบแทนและความเหมาะสมของข้อเสนอใหม่
ข้อเสนอที่ถูกตีกลับเป็นการต่อสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าฯ ออกไปอีก 30 ปี จากสัญญาเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2571
ทางเซ็นทรัลเสนอลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 4,500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงอาคารและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอต่อสัญญา
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่า รฟท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.ให้กลับไปทบทวนรายงานผลการเจรจากับบริษัทเซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ศูนย์การค้าบริเวณสามเหลี่ยม ย่านพหลโยธิน (โครงการเซ็นทรัลลาดพร้าว) ในด้านผลตอบแทนและความเหมาะสมของข้อเสนอ

ทั้งนี้ที่ประชุมในครั้งนี้ยังไม่ได้อนุมัติให้ SRTA ไปดำเนินการทำสัญญาเช่า เนื่องจากบอร์ดมีความเห็นต้องการให้คณะอนุกรรมการกำกับและติดตามการบริหารทรัพย์สินของ รฟท.

ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการจัดการทรัพย์สิน การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ และการสร้างรายได้จากทรัพย์สิน ได้ช่วยตรวจสอบผลตอบแทนที่เอกชนเสนอมา

อาจมีความเป็นไปได้ว่าจะทำให้มีการเจรจาต่อรองในรายละเอียดเพิ่มเติมได้อีก เพื่อให้ รฟท.ได้ประโยชน์สูงสุดจากการบริหารทรัพย์สินนี

ทั้งนี้จากการรายงานบริษัทเอสอาร์ทีฯ โดยสาระสำคัญของแผนการเจรจาต่อสัญญาที่ดินดังกล่าวนั้น เป็นการต่อสัญญาเช่าพื้นที่เพิ่มอีก 30 ปี จากปัจจุบันที่สิ้นสุดสัญญาปี 2571

อย่างไรก็ดีการเช่าพื้นที่นี้เบื้องต้นทางเอกชนผู้เช่าหรือบจ.เซ็นทรัลฯ เสนอลงทุนเพิ่มเติมในการปรับปรุงอาคารและระบบสาธารณูปโภค (E&M) เช่น ลิฟต์, บันไดเลื่อน ฯ โดยใช้มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,500 ล้านบาท


“รูปแบบรายได้การเช่าพื้นที่ในครั้งนี้ของ รฟท.เป็นการรับค่าเช่าหลักจากบริษัทเอสอาร์ทีฯ และส่วนแบ่งกำไรจากผลประกอบการของบริษัทลูก โดยผลตอบแทนการต่อสัญญาเช่าที่ดินเซ็นทรัลต้องไม่น้อยกว่ามูลค่าปัจจุบัน (NPV)” นายอนันต์ กล่าว

สำหรับสัญญาเช่า “ที่ดินบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน” ที่รฟท.ให้ทางเซ็นทรัลเช่า เพื่อพัฒนาเป็นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวนั้น มีพื้นที่รวม 47.22 ไร่ เป็นพื้นที่ก่อสร้างของห้างรวม 310,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว โซนพลาซ่า โรงแรม ศูนย์ประชุม และอาคารสำนักงาน มีกำหนดสิ้นสุดสัญญาเช่าในวันที่ 18 ธ.ค. 2571 นี้


นอกจากนี้ในรายละเอียดสัญญาดังกล่าว ปัจจุบันบริหารงานโดยบริษัทเซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด ซึ่งเริ่มต้นเช่าครั้งแรกเมื่อปี 2521 ครบสัญญารอบแรก 30 ปี เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2551

จากนั้นได้เจรจาต่อสัญญาอีก 20 ปี ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค 2551-วันที่ 18 ธ.ค 2571 โดยรฟท.ได้ผลตอบแทนคิดเป็นวงเงินรวมตลอดอายุสัญญา 21,298 ล้านบาท

ทั้งนี้ในปัจจุบันสัญญาเหลือเวลา 3 ปี ขณะที่ค่าเช่าที่เหลือ ซึ่งเซ็นทรัลได้จ่ายตามสัญญานั้น ปี 2568 จำนวน 1,470.859 ล้านบาท ปี 2569 จำนวน 1,559.111 ล้านบาท ปี 2570 จำนวน 1,652.658 ล้านบาท และปี 2571 จำนวน 1,751.817 ล้านบาท
Wisarut wrote:
ลุ้น บอร์ด รฟท. ตีกลับแผนต่อสัญญา "เซ็นทรัลลาดพร้าว" ขอทบทวนรายละเอียด
ข่าวนโยบายรัฐ
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 11:21 น.


https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2904852
Back to top
View user's profile Send private message
Display posts from previous:   
Reply to topic    Rotfaithai.Com Forum Index -> ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรถไฟไทย All times are GMT + 7 Hours
Goto page Previous  1, 2, 3 ... 219, 220, 221
Page 221 of 221

 

Share |

Jump to:  
You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot vote in polls in this forum

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group


Forums ©