RailServe.Com

Main Menu

 
icon_home.gif Homepage
icon_community.gif Members Zone
· ข้อมูลส่วนตัว
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก ข่าวสารส่วนตัว
· บริการเว็บเมล์
· กระดานข่าว
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก กระดานฝากข้อความ
· รถไฟไทยแกลลอรี่
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก รายนามสมาชิก
· แบบสำรวจ
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก สมุดเยี่ยม
· เกี่ยวกับสมาชิก
favoritos.gif News & Stories
· เรื่องทั้งหมด
· เนื้อหาสาระ
· เรื่องสำหรับพิมพ์
· ยอดฮิตติดอันดับ
· ค้นหาข่าวสาร
· ค้นหากระทู้เก่า
nuke.gif Contents
· กำหนดเวลาเดินรถ
· ประเภทขบวนรถโดยสาร
· ข้อมูลเส้นทางรถไฟ
· แผนที่เส้นทางรถไฟ
· อัตราค่าโดยสาร
· คำนวณค่าโดยสารรถไฟ
· รูปแบบการให้บริการรถไฟ
· หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
· ทริปท่องเที่ยวโดยรถไฟ
· ระบบติดตามขบวนรถ
som_downloads.gif Services
· Downloads
· GoogleSearch
· Hotels Booking
· FlashGames
· Wallpaper 1
· Wallpaper 2
· Wallpaper 3
· Wallpaper 4
icon_members.gif Information
· เกี่ยวกับเรา
· นโยบายความเป็นส่วนตัว
· แผนผังเว็บไซต์ฯ
ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก ส่งข้อแนะนำติชม
· ติดต่อลงโฆษณา
· แนะนำและบอกต่อ
· สถิติทั้งหมด
· สำหรับผู้ดูแลระบบ
 

Sponsors

 

Rotfaithai Gallery in Facebook

 

Visitors

 


มีผู้เข้าเยี่ยมชม
สมาชิก:308051
ทั่วไป:11830461
ทั้งหมด:12138512
คน ตั้งแต่
01-08-2004
 


Rotfaithai.Com :: View topic - รวมข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้า BTS
 Forum FAQForum FAQ   SearchSearch   UsergroupsUsergroups   ProfileProfile   Log in to check your private messagesLog in to check your private messages   Log inLog in 

รวมข่าวเกี่ยวกับรถไฟฟ้า BTS
Goto page Previous  1, 2, 3 ... 139, 140, 141, 142, 143, 144  Next
 
Reply to topic    Rotfaithai.Com Forum Index -> รถไฟฟ้า (BTS) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT)
View previous topic :: View next topic  
Author Message
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 36755
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 01/07/2022 6:39 pm    Post subject: Reply with quote

คึกคัก! “บีทีเอส” ผู้โดยสารวันละ 6.7 แสนคน แนะสวมหน้ากากอนามัย
เดลินิวส์ 1 กรกฎาคม 2565 17:58 น.
เศรษฐกิจ-ยานยนต์

รถไฟฟ้าบีทีเอสคึกคัก! ผู้โดยสารวันละ 6.7 แสนคน คาดปลดล็อกสวมหน้ากากผู้โดยสารพุ่งอีก ยังแนะให้สวมหน้ากากอนามัยขณะใช้บริการ ชี้เพื่อความปลอดภัย เตรียมติดตั้งเครื่องกำจัดเชื้อโรคภายในขบวนรถไฟฟ้าทุกขบวน

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้โดยสารกลับมาใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมียอดผู้โดยสารสูงสุดกว่า 670,000 เที่ยวคนต่อวัน และด้วยมาตรการเปิดเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยว และตามประกาศราชกิจจานุเบกษา ที่ผ่อนคลายข้อปฏิบัติในการสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าทั่วราชอาณาจักร ทำให้ประชาชนสามารถเลือกสวมหน้ากากอนามัยได้ตามความสมัครใจ จึงเชื่อว่าจะมีผู้โดยสารกลับมาใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสมากขึ้นอีก

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้โดยสารขณะใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสทั้งบริเวณพื้นที่สถานี และภายในขบวนรถไฟฟ้า บริษัทฯ ขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัย ตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสถานที่หรือในพื้นที่แออัด ที่ไม่สามารถเว้นระยะห่างได้หรืออากาศระบายถ่ายเทไม่ดี เช่น ในระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และการรับเชื้อ ทั้งเชื้อโรคโควิด-19 และโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ

ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงรักษามาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทั้งการฉีดพ่น  และเช็ดทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมภายในสถานี และขบวนรถไฟฟ้า พร้อมตั้งจุดตรวจคัดกรองอุณหภูมิก่อนเข้าใช้บริการ จัดจุดบริการแอลกอฮอล์ ทุกทางเข้า-ออกสถานี รวมถึงให้เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติหน้าที่ และเพิ่มความถี่ขบวนรถไฟฟ้าเต็มอัตรา 98 ขบวน ในช่วงเวลาที่ผู้โดยสารหนาแน่น ที่สำคัญภายในขบวนรถไฟฟ้าบริษัทฯ นำร่องติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ “ไดกิ้นสตรีมเมอร์” ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพสูงถึง 99.9% 

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้บริษัทฯ ได้เตรียมติดตั้งเครื่องกำจัดเชื้อโรค BIOZONE ภายในขบวนรถไฟฟ้าทุกขบวน ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนในอากาศ และบนพื้นผิวต่างๆ เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรียเชื้อรา สิ่งปนเปื้อน กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ รวมทั้งสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งบริษัทฯ จะทยอยติดตั้งให้ครบภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้โดยสารในการเดินทางมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องกำจัดเชื้อโรค BIOZONE จะใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ BIOZONE ประกอบด้วยกระบวนการใช้แสงยูวีที่มีช่วงความยาวคลื่นกว้าง (Broad-Spectrum UV) ที่สามารถเร่งให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในอากาศ ส่งผลให้เกิดอนุภาคไฟฟ้าที่สามารถฆ่าเชื้อโรค และทำลายสารอินทรีย์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และยังมีกระบวนการ Photo Plasma ที่ทำงานโดยผลิตโมเลกุลที่ลอยอยู่ในอากาศ (ออกซิเจน และไอน้ำ) โดยกระบวนการผ่านหลอดยูวีชนิดพิเศษ ซึ่งเปลี่ยนรูปไปเป็นอนุภาคของออกซิเจน พวกอนุมูลอิสระต่างๆ ประจุอิเล็กตรอน เพื่อทำการดักจับและทำลายสิ่งสกปรกในอากาศ เชื้อแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ โดยการทำปฏิกิริยาที่ทำลายโครงสร้างของสิ่งสกปรกเหล่านั้น ซึ่งจะย่อยสลายและไม่มีอันตราย... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/1207362/
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 36755
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 04/07/2022 7:25 pm    Post subject: Reply with quote

สางปมรถไฟสีเขียวคืบหน้า-เปิดสัญญาให้ปชช.รู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องชัด!
เดลินิวส์ 4 กรกฎาคม 2565 13:17 น.
การเมือง

'ชัชชาติ' เผยสางปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวคืบหน้า เล็งใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารเปิดสัญญาให้ประชาชนรู้ ชี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องชัด เพราะเป็นตัวกำหนดค่าโดยสาร ชมรัฐบาลก็ทำงานเก่งเอาสายลงดินเห็นกันอยู่

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการเชื่อมสวนสาธารณะเบญจกิติกับสวนลุมพินี ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกัยสัญญสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายว่าคืบหน้าไปพอสมควร เพราะเรารู้แล้วว่าปัญหาอยู่จุดไหน ต้องลงในรายละเอียดระหว่างบริษัท กรุงเทพธนาคม (เคที) กับบริษัทเอกชน ที่จะต้องเจรจาว่าสามารถลดอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต้องดูเรื่องหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่าจะต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ได้ก่อน ทั้งนี้หนี้สินของเรามี 3 ส่วน คือหนี้สินระหว่าง กทม.กับรัฐ ซึ่งตรงนี้เราไม่ได้กังวลมาก เพราะเป็นเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา หนี้สินในเรื่องค่างานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล และหนี้สินค่าเดินรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัญญาที่ 2 ซึ่งต้องดูว่ากระบวนการในสัญญาครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ครบ ต้องทำให้ครบก่อนจะเริ่มจ่ายหนี้ เราต้องดำเนินการให้ชัดเจนและทำอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงต้องดูเรื่องสัญญาว่าจ้างบีทีเอสเดินรถส่วนต่อขยาย ระหว่างปี 72-85

อย่างที่ตนบอกว่าอยากเปิดเผยให้ประชาชนทราบ แต่ต้องเอาเรื่องกฎหมายให้ชัดเจนก่อน เนื่องจากในสัญญาเขียนไว้ว่าห้ามเปิดเผยต่อสาธารณะเว้นแต่กฎหมายบังคับ และบังเอิญว่าองค์กรผู้บริโภคขอมา แล้วจะเอาตรงนี้เป็นจุดที่จะบอกว่าสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ โดยจะอ้างอิงจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวของสารราชการ พ.ศ. 2540 ถ้าข้อมูลใดที่ประชาชนขอมา ให้ได้ก็ต้องให้ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของเงินที่เราต้องจ่ายเอกชนอยู่แล้ว เป็นเงินภาษีประชาชน และถ้าเปิดเผยได้จะสรุปให้เสร็จเลยว่า ค่าใช้จ่ายการเดินรถเป็นเท่าไหร่ ซึ่งการเปิดเผยดังกล่าวคงไม่ต้องหารือกระทรวงมหาดไทยเนื่องจากเป็นสัญญาระหว่าง กทม.คือกรุงเทพธนาคม กับเอกชน

เมื่อถามว่าหากจะเปิดข้อมูลต้องให้คู่สัญญายินยอมด้วยหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า คงต้องปรึกษากันอีกครั้ง เพราะคู่สัญญาของ กทม.ไม่ใช่บริษัทเอกชน เราต้องถามกรุงเทพธนาคมก่อน แล้วกรุงเทพธนาคมกับคู่สัญญาก็ไปว่ากันอีกที เพราะเราขอเอกสารในฐานะผู้ถือหุ้นของกรุงเทพธนาคม เราขอเอกสารในนามผู้ถือหุ้น การเซ็นสัญญาเกิดขึ้นระหว่างกรุงเทพธนาคม กับเอกชน ไม่ใช่ กทม.เป็นคนเซ็น แต่เราต้องรับผิดชอบจึงต้องดูให้ละเอียดและได้สรุปตัวเลข และค่าใช้จ่ายไว้แล้ว เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นตัวเลขที่นำมาพิจารณาเรื่องค่าโดยสาร เราต้องเก็บค่าโดยสารให้ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายที่เรามีสัญญากับเอกชนไว้ ดังนั้นค่าใช้จ่ายจึงมีความสำคัญ เพราะฉนั้นค่าใช้จ่ายจึงมีความสำคัญว่าเท่าไหร่ ดังนั้นเราจะบอกว่าค่าโดยสารจะ 20 บาท 30 บาท สุดท้ายขึ้นอยู่กับว่าเราจะต้องจ่ายเขาเท่าไหร่ ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ

เมื่อถามว่าจะใช้เวลาอีกนานหรือไม่กว่าจะสะสางตรงนี้ได้ นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะเรื่องนี้เริ่มปี 72-85 ยังมีเวลา ยกเว้นส่วนที่เดินรถในปัจจุบันคือส่วนที่ 1 และ 2 ซึ่งส่วนที่ 1 คงแก้ไขอะไรได้ยาก เพราะมีสัญญาระหว่างกทม.กับเคที และเคทีกับเอกชน แต่ส่วนที่ 2 เรามอบหมายเคทีแล้ว ซึ่งเคทีไปจ้างเอกชน ต้องมาดูความเชื่อมโยงว่าครบถ้วนหรือไม่ เรื่องเวลาจึงไม่ใช่เงื่อนไข ทั้งนี้เวลามีเงื่อนเดียวคือเรื่องหนี้เพราะเป็นหนี้สินที่ดอกเบี้ยเดินอยู่แต่เรื่องสัญญาเดินรถ จริงๆแล้วหัวใจคือสัญญาสัญญาจ้างบีทีเอสเดินรถส่วนต่อขยาย ปี 72-85 ซึ่งปัจจุบันเรายังมีเวลาอีก 6-7 ปี

เมื่อถามว่าจะนำเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เมื่อใด นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับ ครม. โดย กทม.ต้องให้ความเห็นประกอบ ทั้งนี้ตนเชื่อว่าอีกไม่นาน เพราะตอนนี้ทุกอย่างเริ่มชัดเจน เพราะทำงานมา 1 เดือนแล้ว เมื่อถามต่อว่าจากที่เคยบอกว่าหนักใจในเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตอนนี้รู้สึกเบาใจขึ้นบ้างหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่าที่หนักใจคือหนักใจว่าภาระตกไปที่ประชาชน เพราะมีเงื่อนของการลงนามในสัญญาแล้วจะเป็นอย่างไร จะพูดคุยได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากบางอย่าง เราไม่ได้เป็นคนทำ แต่มีการลงนามในสัญญาแล้ว จะมีกระบวนการตามกฎหมายอยู่ว่าจะทำอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า รัฐบาลดำเนินการเรื่องการนำสายไฟฟ้าลงดิน แต่ประชาสัมพันธ์ไม่เก่งเท่านายชัชชาติ ว่า “ใช่ครับ รัฐบาลก็ทำงาน ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปนั่นเลย ไม่ได้เป็นประเด็น รัฐบาลเองก็มีการเอาสายลงดินอยู่แล้วเราก็เห็น ก็ทำงานควบคู่กันไปนะครับผมว่า เพราะฉะนั้นยิ่งทำงานเสริมกันก็ยิ่งดี จะทำให้งานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 39192
Location: NECTEC

PostPosted: 05/07/2022 10:06 am    Post subject: Reply with quote

🙏🏻✨ขอความกรุณาไม่ยืนพิงเสาในขบวนรถไฟฟ้านะครับ✨
🚅เสาในขบวนรถไฟฟ้า มีจุดประสงค์หลักในการใช้งานคือ ใช้จับยึดทรงตัว สร้างความปลอดภัยในการเดินทางให้ทุกท่าน
❌ 1 เสา : 1 คนยืนพิง 👤
✅ 1 เสา : หลายคนจับ 👥👥👥👥
💓 โปรดมีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง เอื้อเฟื้อพื้นที่จับเสา ไม่พิงเสา หรือพิงทับมือผู้โดยสารท่านอื่นที่จับเสาอยู่ก่อนครับ
🙌🏻 ทำความสะอาดมือทุกครั้งก่อน-หลังสัมผัสพื้นผิว และล้างมือบ่อย ๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดี โดยบีทีเอสมีจุดให้บริการแอลกอฮอล์ทั้งสองฝั่งสถานีครับ
https://www.facebook.com/BTSSkyTrain/posts/5435994979779406/
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 39192
Location: NECTEC

PostPosted: 05/07/2022 12:22 pm    Post subject: Reply with quote

Mongwin wrote:
สางปมรถไฟสีเขียวคืบหน้า-เปิดสัญญาให้ปชช.รู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องชัด!
เดลินิวส์
วันที่ 4 กรกฎาคม 2565 เวลา 13:17 น.



รถไฟฟ้าสายสีเขียว “ชัชชาติ” เคลียร์สัญญาสารพัดหนี้ 3 รายการ
ในประเทศ
วันที่ 4 กรกฎาคม 2565 เวลา 12:21 น.

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้ารถไฟฟ้าสายสีเขียวในเรื่องหนี้สินและการเผยแพร่สัญญาจ้างเดินรถ

วันที่ 4 กรกฎาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการเชื่อมสวนสาธารณะ”เบญจกิติกับสวนลุมพินี” ครั้งที่ 1/2565 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในประเด็นความคืบหน้ารถไฟฟ้าสายสีเขียว



ในประเด็นเรื่องหนี้สินอันเกิดจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ชัชชาติตอบว่า หนี้สินของกรุงเทพมหานครจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายมีทั้งสิ้น 3 ส่วน คือ 1.หนี้ที่มีต่อรัฐบาลซึ่งส่วนนี้ไม่ได้กังวลใจ 2.หนี้ส่วนค่าติดตั้งระบบเดินรถไฟฟ้า 3.หนี้ค่าจ้างเดินรถ

“โดยจะต้องไปดูว่ากระบวนการครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบถ้วนอย่างไรต้องไปทำให้ครบถ้วน” ชัชชาติกล่าว


สำหรับหนี้ที่เกิดจากสัญญาจ้างเดินรถนั้นนายชัชชาติ กล่าวว่า ในสัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายส่วนที่ 1 ไม่มีเรื่องน่ากังวล เพราะมีสัญญาครบ คือสัญญาที่กรุงเทพมหานครจ้างกรุงเทพธนาคม และสัญญาที่กรุงเทพธนาคมจ้างเอกชน แต่ในการจ้างเดินรถส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 มีเพียง กรุงเทพธนาคม รับมอบหมายการเดินรถจากกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งต้องไปดูในรายละเอียดต่อไป


และประเด็นการเผยแพร่สัญญาของรถไฟฟ้าสายสีเขียว นายชัชชาติกล่าวว่า สำหรับสัญญาระหว่างกรุงเทพมหานครกับกรุงเทพธนาคมไม่มีปัญหาในการเปิด แต่สำหรับสัญญาระหว่างกรุงเทพธนาคมกับเอกชนนั้น มีข้อบังคับในสัญญากล่าวว่า ห้ามเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่มีกฎหมายบังคับ ซึ่งน่าจะใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ในการเปิดเผยสัญญา แต่ก็อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 39192
Location: NECTEC

PostPosted: 06/07/2022 8:20 pm    Post subject: Reply with quote

บีทีเอสแนะใช้บัตรแรบบิทให้ตรงคุณสมบัติ ใช้ผิดประเภทถูกปรับ 20 เท่า
โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เผยแพร่: วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 16:50 น.
ปรับปรุง: วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 16:50 น.


รถไฟฟ้าบีทีเอสเตือนผู้โดยสารใช้บัตรแรบบิทให้ถูกต้อง ตรงตามคุณสมบัติ เผยมี 3 ประเภท “บุคคลทั่วไป-เด็ก-ผู้สูงอายุ” ตรวจก่อนใช้และเติมเงิน หากใช้ผิดจะถูกยึดบัตรและปรับ 20 เท่าของค่าโดยสาร

บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส แจ้งผู้โดยสารโปรดใช้บัตรแรบบิทให้ถูกประเภท โดย️ตรวจสอบคุณสมบัติก่อนซื้อบัตร/เติมเงิน ให้ตรงตามคุณสมบัติของผู้โดยสาร ซึ่งการใช้บัตรแรบบิทเดินทางกับบีทีเอส แตะ-เติมเงิน-เดินทางสะดวก และยังสะสมพอยต์แลกเที่ยวฟรีได้ด้วย โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องใช้บัตรให้ถูกประเภท

โดยบัตรแรบบิทมาตรฐานแต่ละประเภทมีสัญลักษณ์สีต่างกัน ดังนี้

🧡บัตรแรบบิทสีส้ม Rabbit Adult สำหรับบุคคลทั่วไป ใช้ได้ทุกคน
💚บัตรแรบบิทสีเขียว Rabbit Student สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุไม่เกิน 23 ปี ต้องกำลังศึกษาอยู่เท่านั้น
💜บัตรแรบบิทสีม่วง Rabbit Senior สำหรับผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป สัญชาติไทยเท่านั้น

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจำแนกประเภทบัตรของท่านได้จากสี และสัญญาณไฟที่แสดงเหนือประตูอัตโนมัติเมื่อแตะบัตร โดยหากตรวจพบการใช้บัตรแรบบิทผิดประเภท จะถูกยึดบัตรทันที ไม่คืนเงิน และมีค่าปรับ 20 เท่าของค่าโดยสารสูงสุด และที่สำคัญท่านเองจะไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 39192
Location: NECTEC

PostPosted: 07/07/2022 8:25 pm    Post subject: Reply with quote

เปิดสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวซ่อนเงื่อน “ธงทอง” จ่อถก BTS เดือนนี้
อสังหาริมทรัพย์
วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 10:45 น.

“ธงทอง จันทรางศุ” ฉายภาพหมดเปลือก “ปมสายสีเขียว” ยอมรับสัญญาเป็นความลับ บิ๊กโปรเจ็กต์เป็นพงศาวดารของประวัติศาสตร์เมืองไทย ชี้สัมปทานทั้งซับซ้อนและซ่อนเงื่อน ดีเดย์เชิญ BTSC ต่อรองภาระหนี้แสนล้านภายในเดือน ก.ค.นี้ ขีดเส้นหยุดว่าจ้างเดินรถปี 2572 ตามนโยบาย กทม. เผยหนักใจแต่ท้าทาย งานนี้ทำเพื่อชาติ คิวต่อไปเตรียมรื้อโครงการ “บ่อขยะ” หมื่นล้าน-เลิกวิ่งบีอาร์ที พระราม 3 ก.ย.นี้

นายธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือเคที ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงประเด็นร้อนรถไฟฟ้าสายสีเขียว ท่ามกลางการคาดหวังของสาธารณชนว่า จะพยายามทำให้เต็มที่ เรื่องนี้มีพงศาวดารที่ยืดยาว หลายสิ่งหลายอย่างมีข้อผูกมัดตามข้อกฎหมาย เราอาจผ่อนปรนได้ เจรจาได้ แต่ในฐานะนักกฎหมาย เราต้องทำใจไว้เหมือนกัน ว่าถ้ามัดไว้แน่น เราก็ไม่สามารถจะไปแก้ปมได้ทั้งหมด


ซึ่งทั้งหมดเป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจทั้งต่อตนเอง ทั้งต่อสาธารณะ ตั้งแต่ต้นว่าอะไรที่ปรับได้ เปลี่ยนได้ ทบทวนได้ เราจะทำให้ดีที่สุด

“ต้องเรียนกับท่านพี่น้องคนที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้อยู่นะครับว่า ในข้อจำกัดอย่างที่ว่าเนี่ย ขอได้โปรดทำความเข้าใจ แต่เราก็พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น แต่ว่าส่วนไหนทำได้ ทำไม่ได้ ก็จะบอกให้รู้ครับผม จะทำให้เต็มที่ เพราะเป็นอีกครั้งในชีวิตที่มาดูเรื่องเศรษฐกิจ จากครั้งแรกคือที่เคยได้รับมอบหมายให้ดูเรื่องน้ำ มูลค่า 3 แสนล้านบาท หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554”

“กล่าวถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนไหนมีอุปสรรคขัดข้อง จะด้วยข้อจำกัดอะไรก็แล้วแต่ เราก็จะเล่าสู่กันฟัง แต่จะคาดหวังถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่น่าจะสัมฤทธิผลถึงขนาดนั้นได้ เพราะเรื่องมันยาวเหลือเกิน ทั้งเอกสารสัญญา ความผูกพันทั้งหลายมันซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่มาก” นายธงทองกล่าวเปิดใจ

คุยกันบนโต๊ะไม่ให้ช้าเกินไป
เมื่อถามถึงเป้าหมายของผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะได้ข้อสรุปเรื่องนี้ในเบื้องต้นภายในเดือนสิงหาคมนี้ นายธงทองย้ำว่า คำว่าเบื้องต้นเวลานี้ แต่ละคนจะตีความต่างกัน แต่อย่างน้อยคือ ถ้าจะมีการทบทวนเจรจาในเรื่องตัวเลขค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับเอกชนที่เป็นผู้รับจ้างเดินรถให้กับเรา เราอยากจะเจรจา และเริ่มต้นการเจรจา กำหนดวิธีการทำงานไปข้างหน้า สิ่งเหล่านี้คิดว่าจะเป็นสิ่งเบื้องต้นในเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2565

“ผมมองโลกในแง่ดี ผมคิดว่าเราเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันมา 10 ปีแล้วนะครับ ถึงแม้จะมีอะไรหลายอย่างที่ต้องทวงต้องถามกันอยู่ แต่ก็ยังไม่ได้ตัดมิตรไมตรีอย่างสิ้นเชิง การคุยกันบนโต๊ะน่าจะมีประโยชน์มากที่สุด ภายในเดือนกรกฎาฯ สิงหาฯ ถ้าอย่างน้อยเราเริ่มต้นเจรจากันได้ แล้วมีแผน มีประเด็นที่ไม่เนิ่นช้าเกินไป เมื่อมีผลจากที่ปรึกษาทั้งสองฝ่าย เราจะมีตัวเลขมารีวิวทบทวนกัน”

“ผมมีความฝันความหวังว่า ปลายปีนี้ตัวเลขพวกค่าใช้จ่ายจะชัดเจน แต่ตัวเลขเหล่านี้จะเท่าไหร่ ต้องดูในแผนการทำงานอีกทีหนึ่ง ว่าจะเป็นประโยชน์ระยะยาวกับการคำนวณราคาค่าโดยสาร หากช้าไปก็ไม่ดี เพราะมีคนเขาคอยอยู่”

กังขาสัญญาเป็นความลับ
กรณีที่มีข้อกำหนดระบุไม่ให้เปิดสัญญาการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อสาธารณชนนั้น นายธงทองกล่าวว่า ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่พูดกันมาแบบไม่ได้เห็นของจริง ว่ามีคำหลักคำสำคัญ คือไม่ให้เปิดเผยต่อสาธารณะ

ซึ่งเหตุผลอาจฟังดูไม่รู้เรื่องสำหรับเรา จึงปรึกษากับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายหลายท่านเหมือนกัน ถามไปทีละเปลาะ เปลาะแรกคือว่า ถ้าไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ถ้าเช่นนั้นเอาให้ กทม.ได้ไหม เพราะ กทม.ถือหุ้นเคทีอยู่ 99.98%

“จะพิสดารมากเลยนะครับ ถ้าผู้ถือหุ้นของกิจการไม่สามารถดูได้ว่า กิจการทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างไร อันนี้ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าผู้ถือหุ้นมีสิทธิไถ่ถาม ติดตามในกิจการที่ได้ ทางกรรมการเลยมีความเห็นตรงกันว่า ถ้าผู้ถือหุ้นหรือ กทม.ขอมา เราก็จะให้ และขีดเส้นใต้ 3 เส้น กทม.ไม่ใช่ความหมายของสาธารณะตามสัญญา เพราะ กทม.ในที่นี้คือ ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่สาธารณะตามสัญญา และเมื่อ กทม.ได้สัญญาไปแล้ว แน่นอนจะไว้ศึกษาเอง แต่คำถามอีกชั้นหนึ่งคือว่า ถ้าทาง กทม.จะไปเปิดเผยต่อคนอื่นได้หรือไม่ อย่างไร” นายธงทองกล่าว

“ผมเองเคยเป็นประธานคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์การไม่เปิดเผยข่าวสารตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 จึงเห็นว่า ถ้ามีใครก็ตามใช้สิทธิตามกฎหมายนั้นไปขอ กทม. ก็เป็นเรื่องของ กทม. ในการปฏิบัติ กทม.จะเปิดเผย หรือไม่เปิดเผย ก็เป็นเรื่องของ กทม. แต่เท่าที่เห็นจากการสัมภาษณ์และการคุยกันส่วนตัว กทม.มีความชัดเจนอยู่แล้ว ว่าจะเปิดข้อมูลส่วนนี้”

“เคที” คือวิสาหกิจท้องถิ่น
นายธงทองอธิบายสถานะของเคทีว่า เป็นสถานการณ์ที่มีพงศาวดารและมีความเป็นมายาวนาน เคทีถือเป็นวิสาหกิจท้องถิ่น มีฐานะเป็นนิติบุคคลต่างจาก กทม. ไม่ใช่ส่วนราชการของ กทม. วิธีการบังคับบัญชา กทม.จึงสั่งการเคทีได้ไม่เหมือนสำนักการระบายน้ำ หรือสำนักการศึกษา แต่กับเคที กทม.เป็นผู้ถือหุ้น จะสั่งรายวันคงไม่ได้ หรือสั่งอะไรไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเคทีเป็นนิติบุคคลหนึ่ง มีหน้าที่ต้องทำตามกฎหมายของตนเอง

“ความสัมพันธ์กับ กทม.มีได้ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ การทำสัญญาและการมอบหมายงาน” นายธงทองกล่าวและว่า

ประเด็นหลักของรถไฟฟ้าสายสีเขียวต้องแยกเป็น 2 เรื่อง คือ การเดินรถตอนใน ที่เรียกว่า “ไข่แดง” เป็นส่วนที่เอกชนได้รับสัมปทานในปี 2542-2572 โดย บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เป็นผู้ลงทุนเอง เดินรถเอง และกำหนดราคาค่าโดยสารเอง




ต่อมาเมื่อเห็นว่าส่วนไข่แดงไม่เพียงพอที่จะให้บริการประชาชน จึงมี “ส่วนต่อขยายส่วนที่ 1” ส่วนนี้ กทม.เป็นฝ่ายลงทุนงานโครงสร้างโยธาทั้งหมด เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็มาคุยกันว่า กทม.จะไปหารถมาวิ่งเองหรือไม่ ก็ทำได้ แต่คงประหลาดพิสดารมากที่ผู้โดยสารนั่งแล้วต้องลงมาต่อแล้วไปนั่งขบวนใหม่ จึงสรุปให้ทุกอย่างสะดวกกับประชาชนก็ให้เอกชนเจ้าเดิมคือ บีทีเอสซี เป็นผู้เดินรถต่อไป บนรางของ กทม.

“ตรงนี้มีข้อวิจารณ์ในสาธารณะ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าผิดหรือถูกนะ ว่าควรจะให้วิ่งถึงปี 2572 เพราะเส้นทางวิ่งในทำเลไข่แดง ณ ขณะนั้นเป็นช่วงหมดสัมปทานพอดี กทม.จะไปจ้างเอกชนรายอื่นมาเดินรถก็ได้ โดยต้องเจรจากันใหม่ เริ่มกันใหม่ สุดท้ายสัญญาที่ทำไปกลายเป็นปี 2555-2585 ซึ่งเรื่องนี้อาจมีคำอธิบายว่า ทำสัญญาแบบนั้นอาจได้ราคาถูกกว่า” ประธานเคทีกล่าวถึงปมปัญหา

นัดบีทีเอสซี เจรจา ก.ค.นี้
สำหรับการเจรจากับบีทีเอสซีเป็นทางการนั้น นายธงทองกล่าวว่า ตั้งใจจะเปิดเวทีการเจรจาให้ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2565 โดยตั้งทีมที่ปรึกษาด้านกฎหมายและการเงินมาศึกษาวิเคราะห์อย่างจริงจัง โดยย้อนดูตัวเลขว่า เมื่อ 10 ปีก่อนเป็นอย่างไร แล้ว 10 ปีมานี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง นั่นคือสภาพแวดล้อม แล้วเรามีอะไรที่ควรปรับ ควรทบทวนบ้าง ซึ่งที่ปรึกษาต้องใช้เวลา

“เราจะเอาผลลัพธ์ที่กลั่นกรองโดยผู้ชำนาญเฉพาะมาเจรจากับเอกชน ส่วนเอกชนจะมีข้อมูลอะไรก็มาเปรียบมาเทียบกัน”

“แต่ถ้าถามว่าเรื่องนี้จะจบเมื่อไหร่ ไทม์ไลน์แน่ชัด ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะไกลเกินกว่าที่เราจะสามารถเข้าใจกับเรื่องที่เรายังไม่รู้ในนาทีนี้ได้”

เมื่อถามถึงหัวข้อที่จะใช้เจรจากับบีทีเอสซี นายธงทองกล่าวว่า ประเด็นหลักคือ ค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ที่พูดกันว่าเป็นแสนล้านบาท และอาจมีประเด็นรองคือ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดคือ การเปลี่ยนแปลงวิธีส่งเงิน วิธีหักตัวเลข วิธีคำนวณต่าง ๆ ในแต่ละวัน เพราะปัจจุบันมีวิธีทางธุรกรรมทางด้านการเงินที่สะดวกและรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องรอเป็นสัปดาห์ สามารถนับได้ส่งเงินได้ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ไม่ใช่เรื่องส่งเงินครบหรือไม่ครบ เราจะขอแค่ปรับวิธีการเท่านั้น

ค่าใช้จ่ายกระทบค่าโดยสาร
สำหรับเรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่มีประชาชนคาดหวังที่ 30-40 บาท นายธงทองกล่าวว่า “คงจะตอบได้แบบไม่ตอบ”

เพราะการกำหนดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า กี่ป้ายกี่สถานี เป็นอำนาจหน้าที่ของ กทม. ส่วนเคทีจะดูแลค่าใช้จ่ายของการเดินรถให้เหมาะสมที่สุด สมเหตุสมผลที่สุด ตัวเลขที่เราคุยกันจำกัดอยู่ระหว่างความสัมพันธ์ของเคทีกับเอกชน

ซึ่งจุดนี้โปรดทราบว่า เอกชนไม่ใช่ฝ่ายกำหนดราคาโดยสารทั้งหมด ยกตัวอย่างสมมุติแบบสุดโต่ง ซึ่งคงจะไม่เกิดขึ้น คือถ้า กทม.จะเก็บตลอดสาย 10 บาท คนคงจะขึ้นรถไฟฟ้าแบบยัดทะนาน

แต่ถ้าขาดทุนต้องถามว่า เอาเงินใครมาจ่าย จะเอาเงินของคนขึ้นรถไฟฟ้าและคนที่ไม่ขึ้นมาจ่ายหรือไม่

“การดูแลค่าใช้จ่ายเดินรถเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบไปถึงราคาค่าโดยสาร ซึ่ง กทม.เป็นผู้กำหนด ถ้าเคทีเป็นมือไม้ของ กทม. ไปยอมจ่ายค่าเดินรถแพงมากเกินปกติก็จะกระทบมาถึงการกำหนดราคา ทำให้ค่าโดยสารแพงตามไปด้วย แต่ถ้าค่าใช้จ่ายเดินรถสมเหตุสมผล ค่าโดยสารก็ควรสมเหตุสมผลเหมือนกัน” ประธานกรรมการทีเคกล่าว


สัญญาหลวงกับหลวงไม่น่าห่วง
สำหรับส่วนต่อขยายที่ 2 ทั้งส่วนที่วิ่งในกรุงเทพฯ และล้ำออกไปนอกกรุงเทพฯ มีปมเรื่องค่าก่อสร้าง ครั้งนี้ กทม.ไม่ได้คิดมาแต่ต้น ฝ่ายที่คิดคือ รฟม. ซึ่งทำส่วนต่อทั้งหัวทั้งหางคือไปเคหะ สมุทรปราการ และไปคูคต ปทุมธานี

ส่วนนี้เมื่อ คสช.เข้ามาแล้ว ก็ยกมาให้ กทม.ทำต่อ จึงมีภาระหน้าที่ 2 เรื่อง 1.คือหน้าที่ในการเดินรถ 2.ค่าก่อสร้างที่ใช้ไปแล้วจะดำเนินการอย่างไรบ้าง สำหรับเคที สิ่งที่ทำคือเป็นคู่สัญญาในการเดินรถ เหมือนกับส่วนต่อขยายที่ 1 ขณะที่ส่วนต่อขยายที่ 2 เคทีเป็นคู่สัญญากับเอกชน แต่เรื่องหนี้ค่าก่อสร้าง ไม่ได้เป็นหนี้เคที แต่เป็นหนี้ กทม.

“ในความเห็นของธงทองนะ ไม่ใช่ชัชชาตินะ ส่วนนี้เป็นเรื่องของหลวงกับหลวงด้วยกัน จะหักลบ กลบหนี้ หรือจะแบ่งกันรับผิดชอบ หรือรัฐบาล หรือกระทรวงการคลัง จะเข้ามาดูแลอย่างไร ต้องตามดูท่าทีของ กทม.ต่อไป”

“ถ้าเป็นหลวงกับหลวงนี่นะ ผมดูว่าอาจารย์ชัชชาติไม่กลัว เงินก็แค่ออกกระเป๋านู้นมาใส่กระเป๋านี้ ก็หลวงกับหลวงด้วยกันทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่าคนละหลวง หลวงส่วนกลางกับหลวงส่วนท้องถิ่น ถ้าประโยชน์อยู่กับประชาชน เงินเหล่านี้ก็ไม่หายไปไหน” นายธงทองสรุปประเด็น

ส่วนที่ใครบอกว่า การเจรจาให้ระวังจะเสียค่าโง่นั้น ผมไม่รู้หมายถึงอะไร ขอให้สื่อไปถามคนที่พูดละกัน

“ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเจอกรรมการชุดเก่านะ เพราะสัญญาทำตั้งแต่สมัยผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ บริพัตร และมีคดีฟ้องร้องใน ป.ป.ช.อยู่ ผมจึงไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง”

“ส่วนที่หลายคนสงสัยว่า การทำสัญญากับรัฐแล้ว ทำไมบอกว่าห้ามเปิดข้อมูล ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามทำ แต่จริง ๆ ไม่ควรทำ เป็นเรื่องหลักธรรมาภิบาลทั่ว ๆ ไป คือไม่ว่าเป็นบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ว่าสัญญาที่ทำเป็นบริการสาธารณะ จึงไม่ควรเป็นเรื่องที่จะมีความลี้ความลับอะไร”

“ผมคิดว่าค่าใช้จ่ายที่ กทม.ต้องจ่ายที่เกี่ยวกับการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว น่าจะเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็เป็นตัวเลขที่สามารถอธิบายได้ ให้เหตุผลกับประชาชนได้ แค่นี้ก็สมประสงค์ผมแล้วล่ะ ส่วนตัวเลขค่าโดยสารว่า จะปรับลดปรับเพิ่มอย่างไร ผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่ กทม.ต้องไปคิดต่อ” นายธงทองกล่าวและว่า

การมารับตำแหน่งที่ท้าทาย ยอมรับว่าเป็นงานเหนื่อย งานหนัก แต่ก็ท้าทาย นอกจากประเด็นปมสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวแล้ว เรื่องใหญ่ต่อไปคือ โรงงานมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงานขนาด 800 ตันต่อวัน ภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช มูลค่าหมื่นล้าน (สัญญา 20 ปี/เริ่มปี 2563) ทบทวนรถเมล์ BRT จะหมดสัญญาเดือนกันยายนนี้ และโครงการสายสื่อสารลงดิน
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 39192
Location: NECTEC

PostPosted: 10/07/2022 8:14 pm    Post subject: Reply with quote

ธงทอง นัดถก BTS ปมรถไฟฟ้าสีเขียว 18 ก.ค. นี้
ในประเทศ
วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 16:41 น.

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด นัดเจรจากับทางเอกชนผู้รับจ้างเดินรถวันจันทร์นี้

วันที่ 15 กรกฎาคม 2565 ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าในวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2565 กรุงเทพธนาคมจะเจรจากับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC


โดยจะเป็นการนำข้อมูลสัญญาจ้างเดินรถสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้งส่วนที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และอ่อนนุช-แบริ่ง และส่วนที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต มาพิจารณาในรายละเอียดว่าจากเมื่อก่อนถึงปัจจุบันมีสมมุติฐานอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง

เช่น ปริมาณผู้โดยสารที่หลังโควิด-19 ระบาด มีคนใช้บริการลดลง ระบบเทคโนโลยี วิธีการปฏิบัติ หรือส่งเงินเป็นงวด ระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ แต่ตอนนี้วิธีการจ่ายเงินมันเปลี่ยน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะทำให้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการคิดค่าจ้างเดินรถเปลี่ยนแปลง และอาจจะต้องมีการทบทวนรายละเอียดต่าง ๆ กันใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทาง BTSC นั้นได้มอบหมายให้ นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บีทีเอส เป็นผู้ร่วมเจรจานัดแรก
Back to top
View user's profile Send private message
Wisarut
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 27/03/2006
Posts: 39192
Location: NECTEC

PostPosted: 18/07/2022 12:15 am    Post subject: Reply with quote

เจาะ 3 ปมชุลมุน “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” KT ถก BTS นัดแรก
วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 08:25 น.


กว่า 1 เดือนเศษหลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การบ้านข้อใหญ่ที่ถูกจับตาไม่พ้นปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่มีหลายเงื่อนปมทั้งสัญญาสัมปทาน การแก้ปัญหาส่วนต่อขยายส่วนที่ 1 และส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 รวมไปถึงหนี้ที่กรุงเทพมหานครต้องรับผิดชอบจากการรับโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ระบุว่า ภายในเดือน ก.ค.นี้ กรุงเทพธนาคมจะเปิดเจรจาร่วมกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC นัดแรก เพื่อเจรจาเรื่องค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายส่วนที่ 1 และส่วนต่อขยายส่วนที่ 2

ราคาปุ๋ยโลกดิ่ง 300 เหรียญสหรัฐ/ตัน ไทยเจรจาซาอุฯ ขอส่วนลดนำเข้า
กสิกรไทย เขย่าวงการแบงก์ ทุ่ม 1 แสนล. พลิกโฉมดิจิทัลหนุนคนธรรมดากู้ง่าย
เงินล้าน สระน้ำ เตียงหรู สิ่งที่ผู้ประท้วงสัมผัสในทำเนียบประธานาธิบดี ศรีลังกา
เจาะสัญญาจ้างเดินรถ 1.9 แสนล้าน


กรุงเทพมหานครในยุค หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า และช่วงอ่อนนุช-แบริ่งแล้วเสร็จ จึงเกิดเมกะโปรเจ็กต์ “โครงการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร” หรือจ้างเดินรถไฟฟ้า 30 ปี

จากเอกสารงบประมาณของกรุงเทพมหานคร “โครงการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร” ตั้งงบประมาณผูกพันไว้กว่า 31 ปีตั้งแต่ปี 2555-2585 วงเงินงบประมาณผูกพัน 190,054,800,000 บาท

โครงการนี้กรุงเทพมหานครว่าจ้าง “บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด” บริหารจัดการการเดินรถ ก่อนที่กรุงเทพธนาคมจะได้ไปว่าจ้างเอกชนต่อไป

ในรายละเอียดโครงการดังกล่าวได้แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ

ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปี 2555-2572 รวม 18 ปี ระยะทาง 12.75 โลเมตร มีจำนวนสถานีรวม 11 สถานี

1.ส่วนต่อขยายสายสีลมช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร มีสถานี 6 สถานี

2.ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะทาง 5.25 กิโลเมตร มีสถานี 5 สถานี

ในระยะที่ 1 ของการดำเนินงาน กรุงเทพมหานครตั้งวงเงินงบประมาณไว้ 40,279,470,000 บาท เฉลี่ยงบประมาณต่อปีคือ 2,237 ล้านบาท

ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2573-2585 รวม 13 ปี ระยะทางรวม 36.25 กิโลเมตร มีจำนวนสถานีรวม 36 สถานี

1.ส่วนต่อขยายสายสีลม ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร มี 6 สถานี

2.ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะทาง 5.25 กิโลเมตร มี 5 สถานี

3.สายสีลม ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน มี 8 สถานี

4.สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช มี 17 สถานี

(ข้อ 3 และ 4 มีระยะทางรวม 23.5 กิโลเมตร)

ในระยะที่ 2 ของการดำเนินงาน กรุงเทพมหานครตั้งวงเงินงบประมาณไว้ 149,775,330,000 บาท เฉลี่ยงบประมาณต่อปี 11,521 ล้านบาท

สายสีเขียว

ปมส่วนต่อขยายไม่ผ่านสภา กทม.
ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพมหานครกับกรุงเทพธนาคมนั้นสามารถมีได้ 2 รูปแบบ คือ




1.การทำสัญญา ยกตัวอย่าง การจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายส่วนที่ 1 (สะพานตากสิน-บางหว้า, อ่อนนุช-แบริ่ง)

และ 2.การมอบหมายงาน ยกตัวอย่าง การจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ, หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต)

ศาสตราจารย์พิเศษธงทองกล่าวว่า มอบหมายงานนั้น ยกตัวอย่าง การจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ, หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) มีข้อพิจารณาอยู่ว่า จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานครหรือไม่ หากขาดไปจะเกิดผลอย่างไร ซึ่งในประเด็นนี้ นายชัชชาติกำลังศึกษาอยู่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ประเด็นเดียวกันนี้ นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร ระบุว่า ไม่ว่ากรุงเทพมหานครจะมอบหมายงานหรือทำสัญญากับทางกรุงเทพธนาคม ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร

“หากเป็นการทำงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือจ้างงานจากกรุงเทพมหานคร โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร ย่อมต้องเกิดผลทางกฎหมายแน่นอน แต่อย่างไรต้องเป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”

นายวิรัตน์กล่าวและว่า สำหรับการจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ, หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) สภากรุงเทพมหานครกำลังศึกษาอยู่ ซึ่งขณะนี้รวบรวมเอกสารครบถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบันทึกการประชุมของสภากรุงเทพมานคร หรือบันทึกการประชุมของคณะกรรมการทุกชุดในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา

หากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนำเรื่องดังกล่าวมายังสภากรุงเทพมหานคร เพื่อให้ความเห็นชอบในการจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ, หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ซึ่งต้องมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่การเดินรถครั้งแรกนั้น ต้องดูว่าสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ แต่โดยปกติแล้วยังไม่เคยพบเหตุการณ์ดังกล่าว

กทม.รับภาระเงินกู้ 5.1 หมื่นล้าน
อีกภาระของกรุงเทพมหานครที่มาจากรถไฟฟ้าสายสีเขียว ไม่พ้นเงินกู้จำนวน 51,785,370,000 บาท ที่ขอยืมมาจากกระทรวงการคลัง เพื่อใช้รับโอนทรัพย์สิน และหนี้สินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ

โดยดำเนินการผ่าน “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการกู้เงินเพื่อใช้ในการรับโอนทรัพย์สิน และหนี้สินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ พ.ศ. 2561”

แหล่งข่าวกรุงเทพมหานครกล่าวว่า วงเงินจำนวนนี้กรุงเทพมหานครรับมาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้จ่ายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการเจรจากับ รฟม. เพราะติดขัดเงื่อนไขบางอย่าง

จึงเท่ากับว่าเงินจำนวน 51,785,370,000 บาท ยังไม่ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ขอกู้

สิ่งที่ตามมาคือภาระดอกเบี้ย ที่กรุงเทพมหานครต้องรับผิดชอบมาตลอดหลายปี

ร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ. 2566 ในส่วนของสำนักการจราจรและขนส่ง ตั้งงบประมาณในชื่อรายการ “ค่าใช้จ่ายตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ” วงเงินงบประมาณ 473,700,000 บาท

และรายการ “ค่าใช้จ่ายตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต” วงเงินงบประมาณ 571,000,000 บาท


วงเงินงบประมาณทั้ง 2 รายการ รวม 1,071,240,000 บาท

งบประมาณรายการดังกล่าวตั้งงบประมาณมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน

วงเงินงบประมาณรวมกว่า 3,039,280,000 บาท

นั่นคือภาระดอกเบี้ยที่กรุงเทพมหานคร ต้องจ่ายไปจากวงเงินกู้ 51,785,370,000 บาท ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ใด ๆ

จ่าย ดบ.ฟรีไปแล้ว 3 พันล้าน
หากเปรียบกับประชาชนทั่วไป ไม่ต่างจากการขอกู้เงินเพื่อซื้อรถยนต์ หรือที่อยู่อาศัย แต่แทนที่จะนำเงินไปชำระหนี้เพื่อได้รถมาใช้ หรือเข้าอยู่ในบ้าน กลับนำเงินกู้ดังกล่าวมากองไว้เฉย ๆ เพราะตัวเองยังไม่พร้อมขับรถ หรือเข้าไปอยู่ในบ้าน แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยต่อเนื่องทุกเดือน ทุกปี

คำถามที่ตามมาคือ เมื่อไม่พร้อมใช้หนี้เพราะติดขัดเงื่อนไขที่ตกลงไม่ได้กับ รฟม. และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วกรุงเทพมหานครกู้เงินมาเก็บไว้ทำไมตั้งแต่แรก แม้ในทางบัญชีแล้ว ไม่ต่างจากกระเป๋าซ้าย-กระเป๋าขวา เพราะเป็นหน่วยงานรัฐด้วยกัน

แต่สำหรับชาวกรุงเทพมหานครเท่ากับช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายปี เสียงบประมาณไปแล้วกว่า 3 พันล้านบาท โดยไม่จำเป็น

ส่วนอีกคำถามคือ เมื่อยังไม่ได้ใช้วงเงินดังกล่าว กรุงเทพมหานครจักสามารถส่งคืนกระทรวงการคลัง เพื่อประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้หรือไม่ แล้วค่อยทำเรื่องขอกู้อีกครั้งเมื่อเจรจากับ รฟม.แล้วเสร็จ

แหล่งข่าวกรุงเทพมหานครกล่าวว่า การนำเงินจำนวน 51,785,370,000 บาท คืนกระทรวงการคลัง ต้องผ่านข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีเสียก่อน

แม้นายชัชชาติกล่าวภายหลังการประชุมกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ว่า กรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะจ่ายหนี้ทั้งหมดให้ รฟม. ที่เป็นค่าก่อสร้างโครงสร้าง พร้อมดอกเบี้ยทั้งหมด

แต่เพราะตอนนี้ยังเจรจาไม่ลงตัว จึงเป็นที่น่าจับตาว่าจะมีแผนอย่างไรกับเงินกู้กว่า 5 หมื่นล้านบาท ก้อนนี้

ทั้งปัญหาการต่อสัญญาเดินรถระยะยาว การไม่ผ่านสภากรุงเทพมหานคร รวมถึงเงินกู้กว่า 5 หมื่นล้านบาท
Back to top
View user's profile Send private message
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 36755
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 19/07/2022 7:20 am    Post subject: Reply with quote

เปิดสัญญาสีเขียวฉลุย เคทีพร้อมจ่ายหนี้BTSC
Source - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา
Tuesday, July 19, 2022 05:41

เปิดสัญญาสีเขียวฉลุย-เคทีพร้อมจ่ายหนี้BTSC

ผู้จัดการรายวัน360 - "ชัชชาติ" เผย กทม. ได้ทำหนังสือสอบถามอัยการสูงสุด ขอเปิดเผยสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนผลการประชุมนัดแรกระหว่าง "เคที-บีทีเอสซี" จบชื่นมื่น เดินหน้าปลดเปลื้องทั้งเรื่องหนี้ คดีความ "สุรพงษ์" โล่งใจ หากตกลงได้ พร้อมถอนฟ้อง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม.ได้ส่งเรื่องการเปิดเผยสัญญาจ้างเดินรถระหว่าง บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ เคที และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS ไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วว่าสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ และเปิดเผยได้เพียงใด หลังจากที่บีทีเอสซีได้ส่งสัญญาดังกล่าวมายัง กทม.แล้ว

ทั้งนี้ กทม.ยังได้มีการหารือร่วมกันระหว่างกรุงเทพธนาคม และบีทีเอสซี ด้วย หากยินยอมในการเปิดเผยสัญญา ก็จะสามารถเปิดเผยได้ในทันที และในการเปิดเผย จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสัญญาฉบับเต็ม และส่วน ที่เป็นสรุปสาระสำคัญ เนื่องจากเนื้อหาของสัญญาฉบับเต็มมีความยาวอย่างมาก

วันเดียวกันนี้ ที่สำนักงานบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เขตบางกะปิ ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการบริหารเคที ได้ประชุมร่วมกับนาย สุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บีทีเอส และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้า

ศ.พิเศษธงทอง กล่าวว่า ประเด็นการเปิดเผยสัญญา เคทีได้มอบสัญญา ระหว่างเคที กับบีทีเอสซีไปยัง กทม.ในฐานะผู้ถือหุ้นแล้ว และการเปิดสัญญา ได้ฝากไว้ว่า หากจะเปิดสัญญา ขอให้เปิดเผยเนื้อหาเหมือนกับรถไฟฟ้าสายอื่น หากเปิดทั้งหมด อาจทำให้เสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจ ส่วนคดีความที่บีทีเอสซีฟ้องเคที และ กทม. เรื่องค่าจ้างเดินรถ และค่างานติดตั้งระบบเคที เสนอให้มีการเจรจาตัวเลขหนี้สินให้ตรงกันก่อนที่จะมีคำพิพากษาของศาล ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย เพราะการพิจารณาของศาลใช้เวลานาน

โดยในการเจรจาเนื้อหาของสัญญา เคทีเสนอให้มีการหารือกันใน 4 ประเด็น คือ 1.ค่าจ้างเดินรถ 2.ค่าโฆษณาที่ติดตามรถไฟฟ้า 3.เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเข้าออก ระบบการชำระเงิน และ 4.ทบทวนระยะเวลาของสัญญาจ้างเดินรถ 30 ปี ถึงปี 2585 ด้วยเหตุผลบนข้อมูลที่พิสูจน์ได้ ซึ่งถือเป็นข่าวดีของทั้ง 2 ฝ่าย ที่จะได้ปลดเปลื้อง ทั้งเรื่องหนี้ที่ค้างชำระ เรื่องคดีความ

นายสุรพงษ์กล่าวว่า เรื่องคดีความ ศ.พิเศษธงทอง ไม่อยากรอให้ถึงศาลตัดสิน อาจจะมีการชำระหนี้ก่อน เพราะดอกเบี้ยเดินทุกวัน โดยมูลหนี้ค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 2 จากที่ฟ้องไปเดือนก.ค.2564 มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันรวมดอกเบี้ยประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนหนี้งานติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ฟ้องไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันรวมดอกเบี้ยประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าได้ข้อตกลงกันได้ ก็อาจจะมีการถอนฟ้องได้ เพราะมูลค่าหนี้สินที่มีอยู่ บีทีเอสซีเริ่มตึงแล้ว อยากให้มีการเร่งรัดในเรื่องนี้โดยเร็ว และรู้สึกโล่งใจ เพราะรอวันนี้มานาน.

บรรยายใต้ภาพ

แกหนี้ -นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินทางไปประชุมร่วมกับสมาคมธนาคารไทย โดยได้ตกลงที่จะจัดตั้ง กรอ.กทม. เพื่อให้ภาคธุรกิจและ กทม. ได้มีเวทีพูดคุยกันทุกเดือน และจะได้ร่วมมือกันในการยกระดับคุณภาพชีวิตชาว กทม. โดยเบื้องต้น จะตั้งกลุ่มอาสาเข้าไปให้ความรู้ประชาชนเรื่องการเงิน การแก้ปัญหาหนี้สิน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ที่มา: นสพ.ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 19 ก.ค. 2565
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Mongwin
1st Class Pass (Air)
1st Class Pass (Air)


Joined: 24/09/2007
Posts: 36755
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา

PostPosted: 19/07/2022 9:28 pm    Post subject: Reply with quote

“บีทีเอส” วอนใช้หนี้ 4 หมื่นล้าน! พร้อมเจรจาทุกฝ่ายปม “รถไฟฟ้าสีเขียว”
เดลินิวส์ 19 กรกฎาคม 2565 17:00 น.
เศรษฐกิจ-ยานยนต์

“บีทีเอส” ร่ายยาวแบกภาระค่าใช้จ่ายมานานกว่า 5 ปี หลัง “เคที” ไม่จ่ายค่าจ้างเดินรถ-บำรุงรักษาส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสีเขียว 4 หมื่นล้าน ลั่นพร้อมเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออก ย้ำไม่ขัดหากต้องเปิดเผยข้อมูลในสัญญา แต่ต้องระวังไม่ให้เสียหาย ชี้ควรเปิดสัญญาทุกโครงการด้วย

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เปิดเผยว่า ขณะนี้ BTSC ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากเป็นระยะเวลานานกว่า 5 ปี นับตั้งแต่เดือน เม.ย.60 รวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท อันเนื่องมาจากการไม่ได้รับชำระค่าจ้างจากการเดินรถ และบำรุงรักษา (O&M) ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 (ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า) และส่วนต่อขยายที่ 2 (ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) และค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจประสบกับความยากลำบากมากขึ้น ต้องมีการกู้เงินมาใช้จ่ายจำนวนมาก

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งวิกฤติโควิด -19 ที่เกิดขึ้นทำให้ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณผู้โดยสารลดลงอย่างมาก แต่ BTSC ไม่เคยคิดหยุดให้บริการ พร้อมดูแลผู้โดยสารทุกพื้นที่สถานี และจัดขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสให้บริการอย่างเพียงพอ แม้รู้ว่ารายได้ที่เข้ามาอาจไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ ที่สำคัญตลอดระยะเวลาการบริการตั้งแต่ปี 42 จนถึงปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 23 ทาง BTSC ปรับขึ้นค่าโดยสารเพียง 3 ครั้ง และทุกครั้งที่ปรับค่าโดยสารก็เป็นอัตราที่ต่ำกว่าเพดานค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัติจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อต้องการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าโดยสารให้แก่ประชาชน

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า เมื่อเปิดให้บริการช่วงแรก 23 สถานี ระยะทาง 23.5 กิโลเมตร(กม.) ในปี 42 คิดอัตราค่าโดยสาร 10-40 บาท แต่เพดานค่าโดยสารสูงสุดที่ กทม. กำหนดไว้ให้คือ 15-45 บาท และการปรับขึ้นค่าโดยสารทั้ง 3 ครั้ง แบ่งเป็น ครั้งที่ 1 ปี 50 ปรับค่าโดยสารเป็น 15 – 40 บาท จากเพดานค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัติ 18.79 – 56.36 บาท, ครั้งที่ 2 ปี 56 ปรับค่าโดยสารเป็น 15 – 42 บาท จากเพดานค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัติ 20.11 – 60.31 บาท และครั้งที่ 3 ปี 60 ปรับค่าโดยสารเป็น 16 – 44 บาท จากเพดานค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัติ 21.52 – 64.53 บาท

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการทำสัญญาจ้าง BTSC เดินรถ และซ่อมบำรุงโครงการส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ไปจนถึงปี 85 นั้น เพราะต้องการให้เกิดการเดินทางแบบไร้รอยต่อ โดยที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนขบวน ซึ่งทุกฝ่ายในคณะทำงานขณะนั้น เห็นว่าการว่าจ้างเป็นระยะเวลาดังกล่าวมีความเหมาะสม เนื่องจากหากว่ามีการจ้างในระยะเวลาสั้นกว่านี้ เช่น ให้การจ้างสิ้นสุดในปี 72 พร้อมกับสัมปทานในส่วนเส้นทางหลัก ค่าจ้างเดินรถต่อปีก็จะสูงกว่านี้ เพราะค่าใช้จ่ายที่เป็นการลงทุนของ BTSC เช่น ขบวนรถไฟฟ้า จะต้องหารด้วยจำนวนปีที่น้อยลง เป็นต้น โดยในส่วนต่อขยายที่ 1 ได้ลงนามเป็นระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 55 – 85

และส่วนต่อขยายที่ 2 ก็ได้ให้เหตุผลเดียวกัน เพราะต้องการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนใช้รถไฟฟ้าในเส้นทางเดียวกันได้อย่างต่อเนื่อง จึงได้ลงนามในสัญญาทั้งสิ้น 25 ปี ตั้งแต่ปี 60 – 85 เพื่อให้สัญญาส่วนต่อขยายทั้งสองส่วนหมดอายุพร้อมกัน ซึ่งในระหว่างการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายที่ 2 ก็ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าโดยสารจากผู้โดยสาร และ KT ก็ไม่ได้จ่ายค่าจ้างเดินรถ จนเกิดเป็นหนี้ที่เพิ่มขึ้นดังที่กล่าวมาข้างต้น

นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า BTSC ขอยืนยันว่า พร้อมเจรจากับทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกให้กับปัญหาทั้งหมด หากอยู่บนเงื่อนไขของความถูกต้อง และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและรักษาสัญญาที่มีต่อกัน เพราะในฐานะที่เป็นบริษัทลูกของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นประชาชนร่วมลงทุนอยู่จำนวนกว่า 101,700 ราย รวมถึงมีเจ้าหนี้ที่ให้เงินกู้แก่ BTSC มาประกอบธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมา BTSC ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นเรื่องสัญญาให้บริการเดินรถระหว่างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) และ BTSC มีข้อสัญญาเรื่องรักษาความลับอยู่นั้น เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่จะกำหนดในสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชน เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและป้องกันความเสียหายจากการใช้ข้อมูลของคู่สัญญา ทั้งฝ่ายรัฐและเอกชน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน โดยข้อสัญญารักษาความลับนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการตรวจสอบความโปร่งใสและทุจริต เนื่องจากข้อสัญญารักษาความลับได้กำหนดข้อยกเว้นให้สามารถเปิดเผยข้อมูลในสัญญาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือตามคำสั่งของหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 55 BTSC ก็รับทราบว่า มีองค์กรอิสระ เช่น ปปช. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินการตรวจสอบและได้ไปซึ่งสัญญาให้บริการเดินรถฯ แล้ว อย่างไรก็ตาม ได้รับทราบจาก KT ว่า ได้ส่งมอบข้อมูลกับ กทม. แล้วในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ BTSC

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้อยู่ในดุลพินิจของ กทม. ที่จะพิจารณาว่าสามารถเปิดเผยอย่างไร และเพียงใดภายใต้ข้อสัญญารักษาความลับดังกล่าว แต่ BTSC ขอเรียนว่า เนื่องจากข้อมูลบางส่วนในสัญญาเป็นข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้า และสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ จึงต้องมีความระมัดระวังในการเปิดเผย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในเรื่องดังกล่าว ซึ่งหากจำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญดังกล่าว ก็ควรเปิดข้อมูลในสัญญาของทุกๆ โครงการเฉกเช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขัน

นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนแนวทางการขยายสัมปทานออกไปอีก 30 ปี ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ได้เป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นจาก BTSC แต่เป็นผลของการเจรจากับคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของ กทม. ซึ่ง BTSC เห็นว่า สามารถดำเนินการได้และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย จึงได้รับที่จะมีการแก้ไขสัญญา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว BTSC ขอเรียนว่า ขณะนี้ BTSC ต้องการเพียงให้มีการชำระหนี้ที่ค้างชำระกว่า 4 หมื่นล้านบาท เพื่อไปใช้ในการดำเนินกิจการ และชำระหนี้ของ BTSC ซึ่งเกิดขึ้นจากโครงการนี้ ทั้งนี้ BTSC ได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ ซึ่งได้รับทราบจากทาง KT ว่า อยากที่จะมีการตกลงชำระหนี้ดังกล่าวโดยไม่ต้องรอคำพิพากษาของศาลฯ โดยเร็วที่สุด
Back to top
View user's profile Send private message Visit poster's website
Display posts from previous:   
Reply to topic    Rotfaithai.Com Forum Index -> รถไฟฟ้า (BTS) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) All times are GMT + 7 Hours
Goto page Previous  1, 2, 3 ... 139, 140, 141, 142, 143, 144  Next
Page 140 of 144

 

Share |

Jump to:  
You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot vote in polls in this forum

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group


Forums ©

Website Security Test