Rotfaithai.Com :: View topic - แผนปฏิบัติการด้านคมนาคม พ.ศ.2566-2570
View previous topic :: View next topic
Author
Message
Mongwin
1st Class Pass (Air) Joined: 24/09/2007 Posts: 49708
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา
Posted: 07/11/2025 1:43 pm Post subject:
'อนุทิน' หารือ 'นายกฯ สิงคโปร์' กระชับความร่วมมือรอบด้าน
Source - เว็บไซต์แนวหน้า
Friday, November 07, 2025 at 13:40
นายกฯ ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการในโอกาสเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ พร้อมหารือกับนายกฯ สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือรอบด้านครอบคลุมเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล ความมั่นคง ต่อสู้สแกมเมอร์ ยกระดับการส่งออกอาหารสู่ความมั่นคงทางอาหาร และบทบาทร่วมในอาเซียน
เมื่อวันที่ 7 พ.ย.68 เวลา 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ณ ห้อง Heritage ชั้น 2 กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และรัฐบาลสิงคโปร์ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสเดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมขอบคุณสำหรับพิธีตั้งชื่อกล้วยไม้ในช่วงเช้า และแสดงความซาบซึ้งที่นายลี เซียน ลุง ได้เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนแสดงความยินดีที่มีโอกาสต้อนรับนายกรัฐมนตรี ในช่วงต้นของการดำรงตำแหน่ง พร้อมกล่าวว่า เฝ้ารอการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทย หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย และการประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้
นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวต่อไปว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสิงคโปร์ ทั้งยังสะท้อนมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างสองประเทศที่มีมาก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยยกตัวอย่างการเสด็จเยือนสิงคโปร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งพระราชทานรูปหล่อช้างสำริดให้ไว้เป็นที่ระลึก และยังคงตั้งอยู่ ณ อาคารรัฐสภาเก่าของสิงคโปร์มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมย้ำถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างประชาชนและผู้นำของทั้งสองประเทศ อันเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือที่เข้มแข็งและหลากหลายมิติ พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย-สิงคโปร์ให้ก้าวหน้าและมั่นคงยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
ในวาระครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตนี้ ผู้นำไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับสูง ทั้งจากการเยือนระดับราชวงศ์ การเยือนประเทศไทยของนายลอว์เรนซ์ หว่อง เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน รวมทั้งการพบปะระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เยือนไทยในโอกาสที่สะดวกด้วย
ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างรอบด้าน และเห็นพ้องจะผลักดัน "ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า" (forward-looking strategic partnership) เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของอาเซียนโดยรวม
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นแนวทางของอนาคต ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายเดียวกันในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นฉบับแรกของสิงคโปร์ในอาเซียน และเห็นควรให้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด สนับสนุนโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมโครงข่ายพลังงานอาเซียน
ด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ทั้งสองฝ่ายยินดีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียวและสนับสนุนการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีสะอาด
ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยพร้อมเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้สิงคโปร์ โดยการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวในวันนี้ จะช่วยให้สิงคโปร์มีข้าวไทยคุณภาพสูงเพียงพอต่อการบริโภค ทั้งยังเสนอให้มีการหารือแนวทางลงทุนร่วมในธุรกิจเก็บรักษาและแปรรูปอาหาร และจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอ model food security ที่เป็นมากกว่าการขายอาหาร แต่เป็นการขายความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นโครงการบุกเบิก (pioneer project) ระหว่างไทย-สิงคโปร์ในเรื่องนี้ต่อไป
ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรียินดีที่สิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และต้องการให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป พร้อมยินดีต้อนรับนักลงทุนสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ไบโอเทค และ Data Center โดยนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนสิงคโปร์เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยในช่วงบ่ายวันนี้อีกด้วย
ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยขอบคุณสิงคโปร์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และเห็นควรทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานสากลด้านการค้าออนไลน์ที่เอื้อต่อประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก นอกจากนี้ ไทยในฐานะประธานคณะเจรจา จะผลักดันให้ลงนามกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) สำเร็จภายในปีหน้า โอกาสนี้ ไทยและสิงคโปร์ยังหารือถึงแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือด้านพัฒนาทักษะดิจิทัล รัฐบาลดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งเชิญชวนบริษัทสิงคโปร์ลงทุนในโครงการไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์ (Thailand Digital Valley) ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้วย
ความร่วมมือด้านฟินเทค ไทยและสิงคโปร์ยินดีกับความสำเร็จในการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบในภูมิภาค และกำลังขยายผลสู่ประเทศอื่นภายใต้โครงการ Project Nexus ที่มี 5 ประเทศเข้าร่วม
ด้านสาธารณสุข ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ในวันนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุข การแพทย์ป้องกันโรค
ด้านแรงงาน ไทยพร้อมร่วมมือกับสิงคโปร์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว
ด้านความมั่นคง ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะคงความร่วมมือด้านการฝึกทางทหารและการใช้สถานที่ฝึกของกองทัพสิงคโปร์ในไทย พร้อมหารือความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การลงทุนร่วม วิจัยเทคโนโลยีทางทหาร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
ด้านการต่อต้านอาชญกรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิดในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และขอให้สิงคโปร์เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงขยายเครือข่ายข่าวกรอง การฝึกอบรม และปฏิบัติการร่วมกัน
ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยต่างเห็นพ้องว่า อาเซียนควรเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกในเอเชีย ซึ่งขณะนี้อาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก มี GDP รวมกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าควรเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางถนน รถไฟ ทางอากาศ ทางทะเล ดิจิทัล และพลังงาน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของภูมิภาค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียน กับจีน รวมถึงอินเดีย
ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า "Joint Declaration" ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ พร้อมขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี
https://www.naewna.com/politic/926242
Back to top
Mongwin
1st Class Pass (Air) Joined: 24/09/2007 Posts: 49708
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา
Posted: 14/12/2025 12:06 pm Post subject:
โครงการคมนาคม8แสนล.ชะงัก
Source - เดลินิวส์
Sunday, December 14, 2025 at 07:11
'M8-ทางคู่-สุวรรณภูมิ' รอรัฐบาลใหม่อีกครึ่งปี
"ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์" รายงานว่า เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาก่อนกำหนดเดิมช่วงปลายเดือน ม.ค. 2569 ส่งผลกระทบต่อการลงทุนโครงการ ขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมหลายโครงการ ที่วางเป้าหมายจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ทันภายในรัฐบาลที่ผ่านมาวงเงินรวมเกือบ 8 แสนล้านบาท ต้องรอการพิจารณาจาก ครม.ชุดใหม่ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัด ไม่สามารถอนุมัติโครงการที่ใช้งบประมาณผูกพันกับรัฐบาลชุดใหม่ได้
โดยมี 13 โครงการใหม่วงเงินรวม 4.7 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะ (เฟส) ที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง 2.97 แสนล้านบาท วางเป้าหมายให้ เห็นชอบอนุมัติ 3 เส้นทางก่อน ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี 168 กม. 30,422 ล้านบาท ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา 321 กม. 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ 45 กม. 7,772 ล้านบาท
โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 8 หรือ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ระยะ(เฟส) ที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ 61 กม. 54,562 ล้านบาท สถานะอยู่ในขั้นตอนสอบถามความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) สายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก (N2 เดิม) 6.70 กม. 13,666 ล้านบาท รอบรรจุวาระประชุม ครม.
โครงการจัดหารถดีเซลรางปรับอากาศ บริการเชิงพาณิชย์ พร้อมอะไหล่ 184 คัน 2.4 หมื่นล้านบาท โครงการจัดหารถโดยสารทดแทนขบวนรถด่วนพิเศษ และขบวนรถด่วน พร้อมอะไหล่ 182 คัน กว่า 1.05 หมื่นล้านบาท และโครงการจัดหาหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า พร้อมอะไหล่ ขนาดกดเพลา 20 ตันต่อเพลา 113 คัน 2.3 หมื่นล้านบาท การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังหารือกรมการขนส่งทางราง (ขร.)
โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลัก ด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) พื้นที่ 8.1 หมื่นตารางเมตร (ตร.ม.) 1.3 หมื่นล้านบาท และโครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double Deck) 20.09 กม. 34,800 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีนโยบายโอนรถ ไฟฟ้าทั้ง 8 สายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริหารจัดการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) และซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน 4 สาย วงเงินกว่าแสนล้านบาท เพื่อใช้ระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสายเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน นโยบายลดค่าผ่านทางด่วนทุกเส้นทางสูงสุดไม่เกิน 50 บาทตลอดสายต่อครั้ง รวมถึงโครงการเก่าแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟไฮสปีด 3 สนามบินวงเงิน 2.2 แสนล้านบาท เป็นต้น เบื้องต้นคาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ประมาณเดือน พ.ค. 2569 ต้องติดตามว่าโครงการเหล่านี้จะเดินหน้าต่อหรือล้มเลิก.
ที่มา: นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 15 ธ.ค. 2568 (กรอบบ่าย)
Back to top
Mongwin
1st Class Pass (Air) Joined: 24/09/2007 Posts: 49708
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา
Posted: 14/12/2025 12:07 pm Post subject:
โครงการคมนาคม8แสนล.ชะงัก
Source - เดลินิวส์
Sunday, December 14, 2025 at 07:11
'M8-ทางคู่-สุวรรณภูมิ' รอรัฐบาลใหม่อีกครึ่งปี
"ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์" รายงานว่า เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาก่อนกำหนดเดิมช่วงปลายเดือน ม.ค. 2569 ส่งผลกระทบต่อการลงทุนโครงการ ขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมหลายโครงการ ที่วางเป้าหมายจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ทันภายในรัฐบาลที่ผ่านมาวงเงินรวมเกือบ 8 แสนล้านบาท ต้องรอการพิจารณาจาก ครม.ชุดใหม่ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัด ไม่สามารถอนุมัติโครงการที่ใช้งบประมาณผูกพันกับรัฐบาลชุดใหม่ได้
โดยมี 13 โครงการใหม่วงเงินรวม 4.7 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะ (เฟส) ที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง 2.97 แสนล้านบาท วางเป้าหมายให้ เห็นชอบอนุมัติ 3 เส้นทางก่อน ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี 168 กม. 30,422 ล้านบาท ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา 321 กม. 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ 45 กม. 7,772 ล้านบาท
โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 8 หรือ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ระยะ(เฟส) ที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ 61 กม. 54,562 ล้านบาท สถานะอยู่ในขั้นตอนสอบถามความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) สายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก (N2 เดิม) 6.70 กม. 13,666 ล้านบาท รอบรรจุวาระประชุม ครม.
โครงการจัดหารถดีเซลรางปรับอากาศ บริการเชิงพาณิชย์ พร้อมอะไหล่ 184 คัน 2.4 หมื่นล้านบาท โครงการจัดหารถโดยสารทดแทนขบวนรถด่วนพิเศษ และขบวนรถด่วน พร้อมอะไหล่ 182 คัน กว่า 1.05 หมื่นล้านบาท และโครงการจัดหาหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า พร้อมอะไหล่ ขนาดกดเพลา 20 ตันต่อเพลา 113 คัน 2.3 หมื่นล้านบาท การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังหารือกรมการขนส่งทางราง (ขร.)
โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลัก ด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) พื้นที่ 8.1 หมื่นตารางเมตร (ตร.ม.) 1.3 หมื่นล้านบาท และโครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double Deck) 20.09 กม. 34,800 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีนโยบายโอนรถ ไฟฟ้าทั้ง 8 สายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริหารจัดการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) และซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน 4 สาย วงเงินกว่าแสนล้านบาท เพื่อใช้ระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสายเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน นโยบายลดค่าผ่านทางด่วนทุกเส้นทางสูงสุดไม่เกิน 50 บาทตลอดสายต่อครั้ง รวมถึงโครงการเก่าแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟไฮสปีด 3 สนามบินวงเงิน 2.2 แสนล้านบาท เป็นต้น เบื้องต้นคาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ประมาณเดือน พ.ค. 2569 ต้องติดตามว่าโครงการเหล่านี้จะเดินหน้าต่อหรือล้มเลิก.
ที่มา: นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 15 ธ.ค. 2568 (กรอบบ่าย)
Back to top
Mongwin
1st Class Pass (Air) Joined: 24/09/2007 Posts: 49708
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา
Posted: 19/12/2025 6:19 am Post subject:
แช่แข็งบิ๊กโปรเจ็กต์ 1.4 ล้านล้าน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม-เกษตร-น้ำเลื่อนยาว ลุ้นรัฐบาลใหม่ไฟเขียว
ฐานเศรษฐกิจ
19 ธ.ค. 2568 | 05:25 น.
KEY
POINTS
การยุบสภาทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ ส่งผลให้โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต้องหยุดชะงัก เนื่องจากมีข้อจำกัดทางกฎหมาย
โครงการสำคัญที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมหลายกระทรวง เช่น คมนาคม (รถไฟความเร็วสูง, รถไฟทางคู่), การบริหารจัดการน้ำ และโครงการเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ทุกโครงการที่ถูกชะลอไว้จำเป็นต้องรอการพิจารณาและอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้แผนการลงทุนและการพัฒนาประเทศต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ภายหลังการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปรับสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ และกำหนดจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภาพรวมการบริหารราชการแผ่นดินได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่โหมด รักษาการ อย่างเป็นทางการ ซึ่งแม้จะยังสามารถบริหารงานประจำและดำเนินภารกิจจำเป็นได้ตามกรอบกฎหมาย แต่การใช้อำนาจเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ กลับถูกจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ
รัฐบาลรักษาการภายใต้กรอบข้อห้ามและแนวปฏิบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่อาจถูกตีความว่าเป็นการผูกพันรัฐบาลชุดถัดไป หรือเป็นการใช้งบประมาณในลักษณะเอื้อประโยชน์ทางการเมือง ส่งผลให้หลายโครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในช่วงรอยต่อทางการเมือง
จากการรวบรวมข้อมูลของ ฐานเศรษฐกิจ พบว่า โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจากหลายหน่วยงาน ซึ่งอยู่ระหว่างรอการพิจารณาอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมูลค่ารวมมากกว่า 1.40 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตร พลังงาน การค้า และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ โดยโครงการเหล่านี้ล้วนถูกคาดหวังให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 25692575
อย่างไรก็ดี เมื่อประเทศเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ เครื่องยนต์ดังกล่าวกลับต้องชะลอการเดินเครื่องลงโดยปริยาย และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด
แช่แข็งบิ๊กโปรเจ็กต์ 1.4 ล้านล้าน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม-เกษตร-น้ำเลื่อนยาว ลุ้นรัฐบาลใหม่ไฟเขียว
คมนาคม 6 แสนล้านชะงัก
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ปัจจุบันมีโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างรอการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ จำนวน 9 โครงการ วงเงินรวม 603,362 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มโครงการที่มีผลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศในระยะยาว
โครงการเหล่านี้ครอบคลุมทั้งระบบราง ระบบถนน และทางพิเศษในเขตเมือง ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ตามแผน จะเป็นแรงกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคของประเทศ อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะรัฐบาลรักษาการ ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายต้องถูกชะลอ โดยเฉพาะโครงการที่มีวงเงินสูงและมีความซับซ้อนทางกฎหมาย
รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินรอทบทวน
โครงการที่ถูกจับตามากที่สุด คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงินประมาณ 224,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการเรือธงด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้รับทราบให้มีการทบทวนหลักการของโครงการ ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมให้รอบคอบ
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาของโครงการ และมีข้อสรุปว่าจำเป็นต้องนำเรื่องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อขอทบทวนหลักการของโครงการ ควบคู่ไปกับการรับฟังความเห็นจากอัยการสูงสุด
2 ปมใหญ่ ค่าสิทธิ ARL-สร้างไปจ่ายไป
การทบทวนหลักการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การชำระค่าสิทธิ Airport Rail Link (ARL) และ 2.การปรับวิธีการจ่ายเงินลงทุนของภาครัฐในลักษณะ สร้างไปจ่ายไป ทั้งสองประเด็นนี้ในอดีตไม่เคยถูกเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบโดยตรง แต่เป็นเพียงการเห็นชอบในระดับคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นให้ทบทวนให้ทวนในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมาย
สำหรับประเด็นการชำระค่าสิทธิ ARL จากเดิมที่เอกชนคู่สัญญาต้องชำระเงิน 10,671.09 ล้านบาท ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย ภายใน 2 ปีหลังลงนามในสัญญาร่วมลงทุน ได้มีการปรับเงื่อนไขใหม่ให้เอกชนต้องชำระพร้อมดอกเบี้ย 1,060.04 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 11,731.13 ล้านบาท โดยแบ่งชำระเป็น 7 งวด
ขณะที่ประเด็น สร้างไปจ่ายไป เป็นการปรับวิธีการจ่ายเงินลงทุนของภาครัฐ จากเดิมที่รัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูง เปลี่ยนเป็นการจ่ายเงินเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ รฟท. ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท พร้อมกำหนดให้เอกชนวางหลักประกันเพิ่มเติมรวม 160,000 ล้านบาท เพื่อรับประกันการก่อสร้างและการเปิดให้บริการภายใน 5 ปี
ขั้นตอนซ้ำซ้อน รอการเมืองปลดล็อก
หลังจากคณะกรรมการ รฟท. รับทราบแนวทางการทบทวนแล้ว ขั้นตอนต่อไปยังต้องเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) พิจารณา ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และสุดท้ายจึงจะเสนอคณะรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานะรัฐบาลรักษาการ กระบวนการดังกล่าวยังไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้โครงการยังต้องอยู่ในสถานะ รอการเมือง ต่อไป
รถไฟทางคู่มอเตอร์เวย์ดับเบิลเด็ค หยุดรอ
นอกจากโครงการรถไฟความเร็วสูง ยังมีโครงการสำคัญอื่นของกระทรวงคมนาคมที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณา ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง วงเงินรวมเกือบ 290,000 ล้านบาท,โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ช่วงนครปฐมปากท่อ (M8) วงเงิน 54,562 ล้านบาท และโครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (Double Deck) วงเงิน 34,800 ล้านบาท ซึ่งทุกโครงการล้วนต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำให้ไทม์ไลน์การดำเนินงานมีแนวโน้มเลื่อนออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โปรเจ็กต์น้ำ 2 แสนล้าน ค้างท่อ
ขณะที่ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ก็เผชิญกับสถานการณ์ไม่ต่างกัน นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการ สทนช. ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ขณะนี้มีโครงการด้านทรัพยากรน้ำ จำนวน 9 โครงการ ที่ผ่านการเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้ว แต่ยังต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณาอนุมัติในขั้นสุดท้าย
โครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท และเป็นแผนงานระยะยาว บางโครงการมีระยะเวลาดำเนินการยาวถึง 10 ปี ครอบคลุมทั้งการป้องกันน้ำท่วม การบริหารจัดการน้ำต้นทุน และการพัฒนาระบบประปาในหลายพื้นที่
นางพัชรวีร์ ระบุว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ โครงการเหล่านี้ไม่สามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ ทำให้ต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาพิจารณาว่าจะเดินหน้าตามมติเดิมหรือปรับเปลี่ยนแนวทางอย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กนช. ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 จำนวน 8 มาตรการ รวมถึงการเห็นชอบผังน้ำเพิ่มเติม 6 ผัง ซึ่งมาตรการเหล่านี้ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลรักษาการสามารถดำเนินการได้ทันที มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ และลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ
เกษตรฯ เร่งของบกลางฝ่าสุญญากาศ
ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่พยายาม เร่งเครื่องก่อนยุบสภา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสุญญากาศเชิงนโยบาย โดยเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรโดยตรง ซึ่งไม่สามารถชะลอออกไปได้
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2569 กระทรวงได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 132,918.1446 ล้านบาท และมีเงินนอกงบประมาณสมทบอีก 366.3399 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 133,284.4845 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 7,558.1770 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.01
อย่างไรก็ดี แม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่โครงสร้างงบประมาณส่วนใหญ่ยังเป็นงบประจำ ไม่เพียงพอรองรับภารกิจเร่งด่วนที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ทำให้กระทรวงจำเป็นต้องเสนอขอรับการจัดสรรงบกลางเพิ่มเติมจากคณะรัฐมนตรี
แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ล่าสุดกระทรวงได้เสนอของบกลางเพื่อดำเนินการใน 6 โครงการเร่งด่วน ใช้งบรวมกว่า 10,000 ล้านบาท โดยต้องการให้คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พิจารณาอนุมัติให้แล้วเสร็จก่อนการยุบสภา(แต่ก็ไม่ทัน)
6 โครงการ เดิมพันภาคเกษตร
โดยโครงการเร่งด่วนทั้ง 6 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2569 วงเงินกว่า 1,869 ล้านบาท 2.โครงการแก้ไขปัญหานมกล่องค้างสต็อกในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน วงเงิน 800 ล้านบาท 3.โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนครบทุกวัน วงเงินกว่า 2,700 ล้านบาท 4.โครงการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ ครัวเรือนละ 3,000 บาท วงเงินรวม 3,672 ล้านบาท 5.โครงการพัฒนาการเกษตรในชุมชนด้วยอาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ (อกส.) วงเงิน 845 ล้านบาท และ 6.โครงการสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการผลิตและสร้างความมั่นคงด้านอาหารในชุมชน
แหล่งข่าวระบุว่า โครงการทั้งหมดเป็นภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากไม่สามารถผลักดันให้ได้รับการอนุมัติก่อนการยุบสภา จะทำให้การดำเนินการต้องหยุดชะงัก และรอรัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณา ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน
พลังงานสะอาดสะดุด
ในฝั่งพลังงาน สถานการณ์รัฐบาลรักษาการส่งผลให้หลายโครงการสำคัญต้องชะลอการตัดสินใจ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ยังมีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาอนุมัติจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อเกษตรกร เป้าหมาย 1,200 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 700,000 ไร่,โครงการโซลาร์ลอยน้ำ 3 เขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ กำลังผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์,โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA)
ทั้งนี้โครงการ Direct PPA ถือเป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Big Win ที่ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการภายในเดือนมกราคม 2569 แต่ด้วยสถานะรัฐบาลรักษาการ ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายต้องชะลอออกไป โดยโครงการ Direct PPA คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 65,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่ง มุ่งรองรับอุตสาหกรรม Data Center และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภาคเอกชนจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้ง Data Center การพัฒนาระบบไฟฟ้าในพื้นที่ EEC และโครงการโซลาร์ภาคเกษตร
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวยอมรับว่า ทุกนโยบายอาจถูกปรับเปลี่ยนเมื่อมีรัฐบาลหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ทำให้ภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยเลือกชะลอการตัดสินใจลงทุน ขณะเดียวกัน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำ โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผน เพื่อกำหนดทิศทางการจัดหาไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งทิศทางเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่
เกมใหญ่ พาณิชย์ รอ ครม. ใหม่
ด้านกระทรวงพาณิชย์ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า โครงการส่วนใหญ่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการยังสามารถเดินหน้าต่อได้ภายใต้รัฐบาลรักษาการ เนื่องจากเป็นโครงการที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีมาแล้วโดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือสินค้าเกษตร การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) กับประเทศจีน ปริมาณรวม 500,000 ตัน ซึ่งในส่วนของสัญญาเดิม 280,000 ตัน ยังคงดำเนินการตามแผน ขณะที่ส่วนที่เสนอเพิ่มเติมอีก 220,000 ตัน คณะรัฐมนตรีได้รับทราบการเจรจาและมีมติให้เร่งรัดดำเนินการ
ด้านการเจรจาการค้า การเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา มีสัญญาณบวกจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่พร้อมเดินหน้าเจรจาทางเทคนิค ขณะเดียวกัน ไทยได้ลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่ม EFTA แล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการภายในประเทศขั้นตอนต่อไปต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณา ก่อนส่งต่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทำให้กระบวนการทั้งหมดต้องรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือ การแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจนอมินี โดยล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) ได้เห็นชอบแนวทางจัดทำร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด เพื่อดำเนินการตรวจสอบและป้องกันธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว
โปรเจ็กต์ 4.8 หมื่นล้าน ทอท. ชะงัก
ส่วนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทอท. อยู่ระหว่างสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เกี่ยวกับความชัดเจนของโครงการลงทุนเร่งด่วน 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 48,000 ล้านบาท
โครงการแรก คือ โครงการลงทุนส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติตั้งแต่ปี 2559 และมีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว
โครงการที่สอง คือ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งต้องขออนุมัติปรับเพิ่มวงเงินลงทุนจากเดิม 36,829.499 ล้านบาท เนื่องจากการประเมินวงเงินเดิมจัดทำไว้ตั้งแต่ปี 2561
ส่วนโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 จะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ หรืออาคาร 3 ด้านทิศใต้ พื้นที่ใช้สอยกว่า 166,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ โดยใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี และคาดว่าจะเปิดใช้งานในปี 2573 หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ทอท. คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ในระยะเวลาอันใกล้
https://www.thansettakij.com/general-news/646911
Back to top
Wisarut
1st Class Pass (Air) Joined: 27/03/2006 Posts: 45672
Location: NECTEC
Posted: 29/12/2025 11:16 am Post subject:
คมนาคม อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี 69
หน้าเศรษฐกิจ-นโยบาย
ฐานเศรษฐกิจ
วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 05:00 น.
เปิดแผนเมกะโปรเจ็กต์ 2569 | คมนาคมทุ่ม 1.88 ล้านล้าน เปลี่ยนโฉมประเทศไทย
กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ในปี 2569 ด้วยงบประมาณกว่า 1.88 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
เดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 15 โครงการ ครอบคลุมทั้งระบบราง (รถไฟทางคู่, รถไฟความเร็วสูง), ถนน (มอเตอร์เวย์, ทางด่วน) และโครงการแลนด์บริดจ์
โครงการสำคัญที่คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลหรือลงนามสัญญาในปี 2569 ได้แก่ โครงการแลนด์บริดจ์, รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 และรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2
จากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สู่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีอายุในการบริหารประเทศเพียง 4 เดือน แต่การขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานยังคงเดินหน้าต่อ ปัจจุบันพบว่าโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าลงทุนในปี 2569 อย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ด้วยการเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยเตรียมใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับจัดสรรเบื้องต้นกว่า 2.65 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายลงทุนกว่า 2.34 แสนล้านบาท เพื่อเร่งรัดโครงการสำคัญที่จะทยอยเปิดประมูลและเซ็นสัญญาในปีงบประมาณ 2569
ลุย 15 โปรเจ็กต์ 1.8 ล้านล้าน
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ในปี 2569 กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม จำนวน 15 โครงการ วงเงินกว่า 1.88 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ เชื่อมโยงภูมิภาค ตลอดจนการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สำหรับโครงการสำคัญที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรมในปี 2569 ดังนี้ 1. โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงชุมพรสุราษฎร์ธานี วงเงิน 30,422 ล้านบาท 2. ช่วงสุราษฎร์ธานีชุมทางหาดใหญ่สงขลา วงเงิน 66,270 ล้านบาท
3. ชุมทางหาดใหญ่ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,772 ล้านบาท 4. ช่วงปากน้ำโพเด่นชัย วงเงินประมาณ 81,143 ล้านบาท 5. ช่วงชุมทางถนนจิระอุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท และ 6. ช่วงเด่นชัยเชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตามแผนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง วงเงินรวมเกือบ 2.9 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายในปี 2569 7. โครงการรถไฟความเร็วสูงไทยจีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมาหนองคาย โดยเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อไปยังภาคอีสานและเชื่อมโยงกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีการวางแผนการลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) วงเงินประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเริ่มกระบวนการเปิดประมูลได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569
8. โครงการรถไฟส่วนต่อขยายสายสีแดง จำนวน 2 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงรังสิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วงเงิน 6,470 ล้านบาท และ 9. ช่วงศิริราชตลิ่งชันศาลายา วงเงิน 15,176 ล้านบาท ตามแผนทั้ง 2 โครงการ รฟท. ได้เปิดประกวดราคาแล้ว จะเริ่มลงนามสัญญาภายในเดือนมีนาคม 2569 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี และเปิดให้บริการในปี 2572
แลนด์บริดจ์พร้อมเปิดประมูล
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะที่โครงข่ายถนนและทางด่วน ซึ่งจะเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวก ในโครงการที่ 10 คือโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) วงเงิน 997,680 ล้านบาท เมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่สุดเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน มีแผนเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) ภายในปี 2569
11. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิตบางปะอิน (มอเตอร์เวย์ M5) หรือส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ วงเงิน 31,358 ล้านบาท โดยเป็นการร่วมลงทุน (PPP) ในการก่อสร้างงานโยธาและงานระบบ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569
12. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ช่วงนครปฐมปากท่อ (M8) วงเงินรวม 54,562 ล้านบาท ซึ่งเป็นมอเตอร์เวย์สายใหม่ ตามแผนกรมฯ ได้เสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว จากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนมกราคม 2569 ก่อนเปิดประมูลหาผู้รับจ้างต่อไป
13. โครงการทางพิเศษสายกะทู้ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต วงเงิน 16,757 ล้านบาท ตามขั้นตอนจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) พิจารณาการยกเว้นค่าผ่านทางดังกล่าวภายในเดือนนี้ ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในธันวาคม 2568 เพื่อทบทวนมติ ครม. เฉพาะเรื่องการเก็บค่าผ่านทาง จากนั้นจะเร่งเปิดประมูลภายในช่วงต้นปี 2569
14. โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (งามวงศ์วานพระราม 9) หรือ Double Deck วงเงิน 34,800 ล้านบาท ที่ผ่านมา กทพ. ได้มีการเจรจากับ บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ให้เป็นผู้ลงทุน แลกกับการขยายระยะเวลาสัมปทานระบบทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ออกไป 22 ปี 5 เดือน ที่จะสิ้นสุดปี 2578 ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีการแก้สัญญาให้แก่เอกชนเพื่อแลกกับการก่อสร้างโครงการ Double Deck ซึ่ง กทพ. จะต้องชดเชยรายได้ให้แก่เอกชน โดยจะนำเข้า ครม. พิจารณาเห็นชอบด้วย
ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 4 สาย
นอกจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่แล้ว อีกหนึ่งโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคมยังเดินหน้านโยบายสำคัญเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะ รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ที่รัฐบาลเตรียมใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทต่อวัน เริ่มนำร่องสายสีแดงและสีม่วงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568
ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ในเร็ว ๆ นี้ ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นจะพิจารณาหลักการของการบริหารรถไฟฟ้าด้วย Single Ownership
ซึ่งจะโอนโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าที่เป็นสัมปทานของเอกชนด้วย เพื่อสอดรับกับการใช้ระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) อย่างสมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งจะต้องดำเนินการบริหารจัดการรถไฟฟ้าภายใต้แนวคิดบริหารรายเดียว (Single Ownership)
รัฐมนตรีคมนาคม กล่าวต่อว่า หากจะดำเนินการโอนสิทธิการบริหารรถไฟฟ้าที่มีสัมปทานกับเอกชนกลับมาเป็นของ รฟม. จำเป็นต้องมีการเจรจาเพื่อซื้อคืนสัมปทานจากเอกชน โดยแนวทางการซื้อคืนและมูลค่าการซื้อคืน (ประเมิน 4 สาย ได้แก่ สายสีเขียว / สีน้ำเงิน / สีชมพู / สีเหลือง ใช้งบกว่า 1 แสนล้านบาท) กระทรวงคมนาคมจะหารือกับกระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสม
เบื้องต้นได้หารือกับเอกชนผู้รับสัมปทานแล้ว ซึ่งไม่ขัดข้องต่อแนวคิดดังกล่าว จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการให้สัมปทานแบบเดิม มาเป็นการที่รัฐเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานและจ้างเอกชนเดินรถ ทำให้รัฐสามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารและตั๋วร่วมได้อย่างอิสระขณะที่การจะโอนรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ เมื่อ ครม. เห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเจรจากับเอกชน เพื่อทำข้อตกลงในการซื้อคืนรถไฟฟ้า
ด้านรูปแบบของการหาแหล่งเงินมาซื้อคืนนั้น จะเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังพิจารณา โดยเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมศึกษาไว้ 2 แนวทาง คือ 1. จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน คล้ายกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เพื่อระดมเงินมาใช้ในการซื้อคืนรถไฟฟ้า
2. เปิดสัมปทานระยะยาวแก่เอกชน เช่น สัญญา 30 ปี โดยให้เอกชนนำสัมปทานใหม่นั้นไปค้ำประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โมเดลนี้รัฐไม่ต้องกู้เงินหรือค้ำประกันเอง ไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ โดยรัฐจะทยอยจ่ายค่าซื้อคืนสัมปทานให้เอกชนในภายหลัง รวมทั้งจ่ายค่าจ้างเดินรถตามสัญญากำหนด
รัฐจัดให้งบฯปีม้า 2.65 แสนล้าน
สำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของรัฐบาล วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ผ่านสภาฯ แล้ว โดยกระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรร 265,406.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 20,829.80 ล้านบาท หรือ 8.52% แต่ลดจากคำขอกว่า 45% โดยงบส่วนราชการ 9 หน่วยงาน ได้รับวงเงิน 199,955.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.42% จากปีก่อน งบรัฐวิสาหกิจ 5 หน่วยงาน ได้ 65,450.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.77% จากปีก่อน
ขณะที่งบรายจ่ายประจำ 30,658.21 ล้านบาท มีสัดส่วน 11.55% ลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 ส่วนรายจ่ายลงทุน 234,748.55 ล้านบาท (สัดส่วน 88.45%) งบลงทุนใหม่ 162,301.56 ล้านบาท คิดเป็น 69.14% และส่วนผูกพันเดิม 72,446.99 ล้านบาท
คมนาคม อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี 69
สำหรับหน่วยงานที่ได้งบสูงสุดคือกรมทางหลวง 131,375.29 ล้านบาท รองลงมาคือกรมทางหลวงชนบท 53,547.48 ล้านบาท ฝั่งรัฐวิสาหกิจ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ (รฟม.) ได้งบสูงสุดที่ 38,172.65 ล้านบาท โดย ครม. อนุมัติหนี้ผูกพันข้ามปี 1,917 รายการ รวม 349,656.40 ล้านบาท โดยรายการใหญ่กว่า 1,000 ล้านบาท มี 44 รายการ ทั้งนี้ งบผูกพันข้ามปีช่วยให้โครงการคมนาคมขนาดใหญ่เดินหน้าได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาหยุดชะงัก และกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนจ้างงาน
https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/646130
https://www.youtube.com/watch?v=2mxGJZjhNuI
Back to top
Mongwin
1st Class Pass (Air) Joined: 24/09/2007 Posts: 49708
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา
Back to top
Mongwin
1st Class Pass (Air) Joined: 24/09/2007 Posts: 49708
Location: ทางรถไฟสายสุพรรณบุรี สายสงขลา
Posted: 01/01/2026 1:16 pm Post subject:
'คมนาคม' เปิด 11 เมกะโปรเจกต์ปี 69 อัดเม็ดเงินลงทุนกว่า 3.5 แสนล้าน
01 ม.ค. 2026 เวลา 6:55 น.
KEY
POINTS
ส่องเมกะโปรเจกต์กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3.5 แสนล้านบาท ให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณาอนุมัติในปี 2569
โครงการลงทุนครอบคลุม 3 ด้านหลัก คือ โครงการทางถนนและทางพิเศษ 6 โครงการ, โครงการพัฒนาระบบราง (รถไฟทางคู่) 3 โครงการ และโครงการทางอากาศ (พัฒนาท่าอากาศยาน) 4 โครงการ
เจาะโครงการสำคัญประกอบด้วยการก่อสร้างมอเตอร์เวย์และทางพิเศษ, รถไฟทางคู่สายใต้ และการขยายศักยภาพท่าอากาศยานหลัก 4 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต
ปี 2569 ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอีกครั้ง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครั้งใหม่ ในวันที่ 8 ก.พ.2569 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที คือ การอนุมัติโครงการที่มีผลผูกพันทางงบประมาณไม่สามารถดำเนินการได้
กระทรวงคมนาคมในฐานะกระทรวงหลักของการผลักดันเม็ดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในปี 2569 ได้รับจัดสรรงบประมาณสูงถึง 265,406.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 20,829.80 ล้านบาท หรือราว 8.52% รวบรวมโครงการที่อยู่ระหว่างรอการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เพื่อพิจารณาอนุมัติ และพร้อมผลักดันการลงทุนทันที
โดยเบื้องต้นมีโครงการที่สถานะรอการเสนอ ครม.อนุมัติ 11 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 359,804 ล้านบาท หากได้รับการอนุมัติในปี 2569 โครงการเหล่านี้จะถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคการก่อสร้างของประเทศ
สำหรับ 11 โครงการดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ
โครงการทางถนนและทางพิเศษ จำนวน 6 โครงการ ประกอบด้วย
1. ทางพิเศษสายฉลองรัช วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก วงเงิน 13,665.89 ล้านบาท สถานะปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้เสนอเรื่องไปยัง ครม.และอยู่ระหว่างรอบรรจุเป็นวาระพิจารณา
2.โครงการพัฒนา บางปะอิน Junction แบ่งเป็นสองส่วน คือ Junction เชื่อมมอเตอร์เวย์ M6 กับ ทล. 32 วงเงิน 5,550 ล้านบาท และ Junction เชื่อมมอเตอร์เวย์ สาย 9 วงเงิน 4,101 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการกรมทางหลวง (ทล.) อยู่ระหว่างประมวลเรื่องเสนอกระทรวงคมนาคม
3. มอเตอร์เวย์ วงแหวนรอบนอก ด้านตะวันตก (M9) บางบัวทอง บางปะอิน วงเงิน 15,862 ล้านบาท โดยกระทรวงคมนาคมได้เสนอเรื่องไปสำนักเลขาธิการ ครม. อยู่ระหว่างรอบรรจุเป็นวาระพิจารณา
4. ทางพิเศษ สายศรีนครินทร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 20,811 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เตรียมเสนอเรื่องให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา
5.มอเตอร์เวย์ สายนครปฐม ชะอำ (M8) และ PPP งานระบบ ช่วงนครปฐม ปากท่อ วงเงิน 61,154 ล้านบาท โครงการนี้อยู่ในสถานะที่กระทรวงคมนาคมส่งเรื่องถามความเห็นหน่วยงาน อยู่ระหว่างรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบกลับความเห็น
6. โครงการทางพิเศษ (จ.ภูเก็ต) ช่วงเมืองใหม่ เกาะแก้ว กะทู้ วงเงิน 46,751.56 ล้านบาท สถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างถามความเห็นหน่วยงานเพื่อประมวลเสนอโครงการเข้าสู่ ครม. ต่อไป
'คมนาคม' เปิด 11 เมกะโปรเจกต์ปี 69 อัดเม็ดเงินลงทุนกว่า 3.5 แสนล้าน
นอกจากนี้ ยังมีในหมวดของโครงการพัฒนาระบบราง ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะขับเคลื่อนโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ส่วนของโครงการที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นสูงสุดรวม 3 ช่วง มูลค่ารวม 101,251 ล้านบาท ประกอบด้วย ช่วงชุมพร สุราษฎร์ธานี วงเงิน 29,099 ล้านบาท ช่วงสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ สงขลา วงเงิน 64,578 ล้านบาท และช่วงหาดใหญ่ ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,574 ล้านบาท สถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างประมวลเรื่องรอบรรจุเป็นวาระ ครม.
ส่วนโครงการทางอากาศที่เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และจะมีการผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2569 มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารเพื่อรองรับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ มีจำนวน 4 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 90,659 ล้านบาท ประกอบด้วย
1.โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงิน 13,829 ล้านบาท เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 65 ล้านคนต่อปี เป็น 80 ล้านคนต่อปี
2.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 36,830 ล้านบาท เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 30 ล้านคนต่อปี เป็น 40 ล้านคนต่อปี
3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 8 ล้านคนต่อปี เป็น 20 ล้านคนต่อปี
4.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านบาท เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 12.5 ล้านคนต่อปี เป็น 18 ล้านคนต่อปี
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นอกจากหลายโครงการลงทุนที่ยังรอการพิจารณาจาก ครม. ยังมีโครงการค้างจากปีก่อนๆ ที่ยังรอ ครม.มอบนโยบายในการขับเคลื่อน อาทิ การแก้ไขปัญหาในสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ซึ่ง รฟท.ได้เสนอผ่านคณะกรรมการ (บอร์ด) และเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญา
รวมไปถึงการเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (โครงการแลนด์บริดจ์) มูลค่าการลงทุน 9.9 แสนล้านบาท โดยปัจจุบันศึกษาความเหมาะสม และรูปแบบการลงทุนแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างรอผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ
.. (พ.ร.บ.SEC)
https://www.bangkokbiznews.com/economics/1214375
Back to top
You cannot post new topics in this forum You cannot reply to topics in this forum You cannot edit your posts in this forum You cannot delete your posts in this forum You cannot vote in polls in this forum
Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group